• About
  • Advertise
  • Terms & Conditions
  • Privacy & Policy
  • Team
  • Contact
What Car? Thailand
  • Home
  • Reviews
    • First Drive
    • Road Test
    • Road Trips
    • Comparison
  • New Car
  • Awards
  • Column
    • Editor’s Talk
    • Insights
    • Your Cars
    • Feature
    • Advice
    • Tip Technic
  • News
    • PR
    • CSR
  • About
  • Contact
No Result
View All Result
  • Home
  • Reviews
    • First Drive
    • Road Test
    • Road Trips
    • Comparison
  • New Car
  • Awards
  • Column
    • Editor’s Talk
    • Insights
    • Your Cars
    • Feature
    • Advice
    • Tip Technic
  • News
    • PR
    • CSR
  • About
  • Contact
No Result
View All Result
What Car? Thailand
No Result
View All Result
Home Reviews First Drive

First Drive – Ford Everest Titanium+ 2.0L Bi-Turbo 4×4 ทรงพลัง ขับสบาย นี่แหละตัวจริงของเอสยูวี

What Car? Team by What Car? Team
October 24, 2018
in First Drive, New Car
A A
Share on FacebookShare on TwitterShare on Line

          การมาถึงของเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร Bi-Turbo และเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ทำให้ทุกคนตื่นเต้นไปกับนวัตกรรมที่ฟอร์ดนำเสนอ มันไม่เพียงแต่สร้างมาตรฐานใหม่ขึ้นในวงการรถยนต์ไทย แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าฟอร์ดกล้าที่จะนำเสนอสิ่งใหม่ให้กับผู้บริโภค ตลอดจนเป็นการตอกย้ำว่าข้านี่แหละคือตัวจริงด้านเอสยูวี

          Ford Everest 2018 คือการปรับปรุงครั้งใหญ่ แม้ภายนอกจะเปลี่ยนแปลงจากรุ่นเดิมไม่มาก แต่ภายใต้เปลือกคือขุมพลังดีเซล 2.0 ลิตรใหม่ที่มีทั้งเทอร์โบเดี่ยวและ Bi-Turbo พร้อมกับยกเลิกทำตลาดเครื่องดีเซล 2.2 และ 3.2 ลิตร แน่นอนว่าเครื่องยนต์และเกียร์ใหม่ล้วนเป็นองค์ประกอบหลักที่กำลังเชิดหน้าชูตาให้กับ Everest แต่อย่าลืมว่าระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ (Terrain Management System i4WD) เทคโนโลยีช่วยขับ และระบบความปลอดภัยที่อัพเกรดเข้ามาใหม่ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

          เราอยู่กับ Ford Everest Titanium+ 2.0 Bi-Turbo รุ่นท็อปสุดขับเคลื่อน 4 ล้อ กับทริปทดสอบจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าเข้าค้อ จ.เพชรบูรณ์ ที่จัดโดยฟอร์ด ประเทศไทย เส้นทางมีครบทุกรสชาติทั้งทางราบและทางชัน ที่น่าสนใจคือทริปนี้เราจะได้ขับทดสอบบนทางออฟโรดด้วย รอช้าอยู่ใย ไปลุยกันเลย

การขับขี่

          เริ่มต้นออกเดินทางจากกรุงเทพโดยขับแบบฟรีรัน การขับขี่ Everest ในเมืองที่เต็มไปด้วยรถราสร้างความประทับใจให้กับเราเป็นอย่างมากด้วยตำแหน่งนั่งขับที่สูงทำให้มองเห็นข้างหน้าได้กว้างไกล กระจกมองข้างขนาดใหญ่ช่วยให้เห็นมุมมองด้านข้างชัดเจน พวงมาลัยที่เบาทำให้การลัดเลาะเปลี่ยนเลนทำได้ง่าย และไม่ต้องกลัวว่าจะเฉี่ยวชนเพราะมีระบบเตือนมุมอับสายตาคอยช่วยเหลืออยู่

           เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร Bi-Turbo และเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด มอบความนุ่มนวลตลอดการขับขี่ความเร็วต่ำ พละกำลังมีมาให้ใช้ตามความต้องการไม่ว่าจะเป็นการเร่งแซงหรือการออกตัวจากแยกไฟแดงที่แอบดึงเบาๆ ส่วนช่วงล่างให้ความนุ่มสบายมาก ทั้งยังเก็บแรงสะเทือนจากพื้นถนนได้หมดจด

           เมื่อหลุดจากการจราจรที่คับคั่งของเมืองหลวง เราก็ได้สัมผัสพลังอันเร้าใจของเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร Bi-Turbo บนถนนไฮเวย์ การมีเทอร์โบ 2 ตัวช่วยกันทำงานจะเห็นผลชัดเจนทันทีที่กดคันเร่งหนักๆ รถจะตอบสนองอย่างไม่รีรอพร้อมกับแรงดึงที่น่าประทับใจ อัตราเร่งมาไว ชวนให้เหยียบเพลินจนถึง 120 กม./ชม. ได้ในเวลาอันสั้น

            เกียร์ 10 สปีดของ Everest มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน มาพร้อมกับโหมด S ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยตนเองโดยกดปุ่ม +/- ที่หัวเกียร์ มันอาจจะแปลกๆ สักหน่อยที่ไม่สามารถโยกคันเกียร์หรือมีแป้นแพดเดิลชิฟท์ให้ตะปบ แต่ก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบ

            ข้อดีของการมีจำนวนเกียร์เยอะถึง 10 สปีดคือความต่อเนื่องและนุ่มนวล จากการขับขี่เราแทบจะไม่รู้สึกถึงจังหวะเปลี่ยนเกียร์เลย เมื่อค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักเหยียบคันเร่งแบบนุ่มนวลพบว่าอัตราทดแต่ละเกียร์ค่อนข้างชิดกัน เกียร์เปลี่ยนสู่ตำแหน่งสูงขึ้นได้เร็ว พอกระแทกคันเร่งคิ๊กดาวน์เกียร์จะลดระดับลงมา 2 สปีดพร้อมกับรอบเครื่องดีดสูงขึ้น กำลังจากเครื่องยนต์ที่ได้เรียกว่าเหลือๆ สำหรับเร่งแซง

             เรามองว่าการขับขี่ปกติในเกียร์ D ให้ความสะดวกสบายที่สุดแล้ว ซึ่งเกียร์ลูกนี้ก็มีความฉลาดเพราะสามารถข้ามเกียร์ได้ ยกตัวอย่างเช่นการออกตัวจากจุดหยุดนิ่ง เมื่อเหยียบคันเร่งสุดเกียร์จะข้ามจาก 1 ไป 3 ไป 5 ไป 7 ให้เลยเพื่ออัตราเร่งที่ต่อเนื่อง ลดจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ที่ไม่จำเป็น

              นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดจำนวนเกียร์ที่จะใช้ได้ ยกตัวอย่างเช่นเมื่อขับขี่บนทางลาดชัน เราไม่จำเป็นต้องใช้ความเร็วสูงแต่ต้องการกำลังจากเครื่องยนต์สำหรับช่วยฉุดและช่วงหน่วงมากกว่า เราสามารถที่จะกำหนดจำนวนเกียร์ไว้เพียง 4 เกียร์ได้เพื่อเป็นการบังคับไม่ให้ระบบเกียร์เปลี่ยนขึ้นไปสูงกว่านี้ ซึ่งสามารถปรับลดลงมาได้ต่ำสุดที่เกียร์ 1 การกดยกเลิกการจำกัดจำนวนเกียร์ก็เพียงกดปุ่ม + ที่หัวเกียร์ค้างไว้ประมาณ 2 วินาที

              การขับขี่ความเร็วสูงไม่ทำให้เราเหนื่อยมากนัก การมีเกียร์เยอะทำให้เครื่องยนต์ไม่ต้องทำงานค้างรอบสูง ลดเสียงรบกวน ลดการบริโภคน้ำมัน ขณะที่การบังคับควบคุมก็ให้ความมั่นใจได้ดี พวงมาลัยหนืดขึ้นตามความเร็วที่ใช้ ช่วงล่างมอบความนุ่มนวลพร้อมกับความหนึบแน่นที่น่าประทับใจ ขับเร็วแล้วนิ่ง ไม่โคลงเคลงชวนหวิว จัมพ์คอสะพานไม่กระเด้ง

พิชิตเขาค้อ

             หลังจากขับทางราบมาจนถึงเพชรบูรณ์ ด่านต่อไปที่ต้องเจอคือการขับขึ้นเขาค้อ แน่นอนว่าการขับขึ้น-ลงทางลาดชันและคดเคี้ยวนั้นความเร็วสูงไม่ใช่หัวใจหลัก แต่เป็นประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ พวงมาลัย เบรก และช่วงล่างต่างหาก ซึ่ง Everest ของเราพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเอาอยู่แบบเหลือๆ

             พลัง 213 แรงม้าพร้อมแรงบิด 500 นิวตันเมตร จากเครื่อง 2.0 ลิตร Bi-Turbo ทำให้การขับขึ้นเขาค้อเป็นเรื่องง่าย กำลังเครื่องยนต์มีให้ใช้เหลือๆ ไม่ว่าจะเนินเล็กเนินใหญ่ก็ไปได้อย่างสบายๆ เราลองขับโดยกำหนดจำนวนเกียร์ไว้ 1-4 สำหรับลัดเลาะไปตามโค้งต่างๆ การกำหนดจำนวนเกียร์แบบนี้ทำให้ไม่ต้องพะวงว่ารถจะเชนจ์เกียร์ขึ้นสูง ซึ่งการส่งกำลังระหว่างเกียร์ก็ทำได้นุ่มนวล มีแอบสะดุดบ้างเล็กน้อยในจังหวะขึ้นเนินแล้วเกียร์ต้องชิฟท์ดาวน์ลงมาเพื่อเรียกแรงบิดจากเครื่องยนต์ โดยรวมเกียร์ทำงานได้อย่างฉลาด มันเลือกเกียร์ได้เหมาะสมกับความเร็วที่ใช้ สามารถขับเกียร์ D แล้วปล่อยให้รถจัดการด้วยตัวเองได้เลย แต่ถ้าอยากจะได้อารมณ์แบบเกียร์แมนวลควบคุมด้วยตัวเองแบบเบ็ดเสร็จก็โยกมาตำแหน่ง S ได้ตามความสะดวก

              ด้วยความที่พวงมาลัยค่อนข้างเบาทำให้การเข้าโค้งต่างๆ ไม่ต้องใช้แรงเยอะ สามารถสนุกไปกับโค้งได้อย่างเต็มที่ ควบคุมง่าย พร้อมทั้งมีความแม่นยำที่เหมาะสม ขณะที่ช่วงล่างก็ยังให้ความหนึบแน่นเกาะถนน อาการโยนมีบ้างตามสไตล์รถยกสูงแต่ไม่มากจนเกินรับได้ การทรงตัวในโค้งดี

             ระบบเบรกให้ฟีลแบบนุ่มนวล ต้องเหยียบลึกหน่อยจึงจะเริ่มหน่วง การเซ็ตเบรกมาแบบนี้จะช่วยลดอาการเบรกแล้วหน้าทิ่ม แรกๆ ขับอาจยังไม่ชินทำให้การกะระยะเบรกยังไม่ค่อยลงตัวสักเท่าไร พอขับมาสักพักจับจังหวะได้ก็พบว่าเบรกชุดนี้มีความหนึบเหมาะสมกับสไตล์รถครอบครัว มอบความมั่นใจได้ดี การขับขี่ตลอดทั้งวันจากกรุงเทพไปจนถึงขึ้นเขาค้อพบว่าเบรกก็ยังเอาอยู่ ไม่มีอาการเฟดให้เห็น

ลุยทางออฟโรด

            ทริปนี้ฟอร์ดจัดให้มีการทดสอบระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ Terrain Management ระยะทาง 10 กม. ที่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ความยอดเยี่ยมของ Terrain Management คือมีโหมดตั้งค่าการขับขี่ให้เลือก 4 แบบตามสภาพพื้นผิว ได้แก่ 1. พื้นผิวทั่วไป (Normal)  2. พื้นหิมะ/โคลน/หญ้า (Snow/Mud/Grass) 3. พื้นทราย (Sand) และ 4. พื้นหินขรุขระ (Rock) โดยแต่ละโหมดจะปรับเปลี่ยนการตั้งค่า อัตราเร่ง ระบบส่งกำลัง ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ และระบบควบคุมการยึดเกาะถนน เพื่อให้ผู้ขับขี่มั่นใจในทุกสถานการณ์

            เส้นทางทดสอบส่วนใหญ่เป็นดินแดง มีอุปสรรคเป็นหลุมบ่อและแอ่งน้ำ ความลาดชันไม่มากเท่าไร เราปรับมาที่ 4H และเลือกโหมด Normal เพื่อขับบนทางลูกรังดินแดง ก่อนจะปรับไปที่โหมด (Snow/Mud/Grass) เพื่อลุยแอ่งโคลน ซึ่ง Everest ของเราสามารถขับผ่านไปได้อย่างไม่มีปัญหา บางช่วงเป็นทางลงเนิน ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชันก็จะเข้ามาช่วยชะลอไม่ให้รถไหล เพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้น

            ถ้าถามว่า Everest สามารถลุยทางโหดๆ ได้ไหม เรามองว่าลุยได้เพราะมีเกียร์ขับเคลื่อน 4 ล้ออัตราทดรอบต่ำ (4×4 Low) บวกกับระบบล็อกเฟืองท้ายควบคุมด้วยไฟฟ้า การปีนป่ายหินหรือพื้นผิวลื่นๆ จะทำได้อย่างแน่นอน แต่ผู้ขับต้องมีทักษะและความชำนาญในการขับออฟโรดเป็นอย่างดี

             ตลอดทริปทดสอบ เราประทับใจในการป้องกันเสียงรบกวนขณะขับขี่มาก โดยเฉพาะขับความเร็วสูง 100 กม./ชม. เสียงลมและเสียงยางเล็ดรอดเข้ามาน้อย ทั้งนี้เป็นเพราะฟอร์ดได้พัฒนาระบบตัดเสียงรบกวนภายนอกขึ้นมาใหม่ พร้อมทั้งมีการเพิ่มประสิทธิภาพซีลกันเสียงและวัสดุซับเสียงภายในห้องโดยสาร ทำให้ Everest เงียบสุดๆ เมื่อขับขี่ทั่วไป

            แล้วความประหยัดล่ะ? หลายคนอาจจะคิดว่าเครื่องยนต์ใหม่ความจุน้อยลงน่าจะประหยัดขึ้นรึเปล่า จากการทดสอบขับขี่จริงโดยไม่ได้เน้นเอาความประหยัด กับเส้นทางราบและขึ้นเขาลงห้วย พบว่าอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ราว 9-10 กม./ลิตร เมื่อคำนวณดูแล้วก็น่าจะอยู่กลางๆ เหมาะสมกับขนาดตัวที่ใหญ่โต ทั้งนี้ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองขึ้นอยู่กับเส้นทางและนิสัยการขับขี่เป็นสำคัญ ผู้ขับที่เน้นการขับขี่สบายๆ เท้าไม่หนัก น่าจะได้ตัวเลขดีกว่านี้เล็กน้อย

เทคโนโลยีที่น่าปรบมือให้

           ฟอร์ดขึ้นชื่ออยู่แล้วในการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์ โดย Everest ตัวท็อปของเราจัดเต็มด้วยเทคโนโลยีช่วยขับที่ครบครัน ประกอบด้วย

  • ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System)
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System)
  • ระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System)
  • ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ (Auto High Beam Control)
  • ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist)
  • ระบบตรวจจับรถในจุดบอด (BLIS – Blind Spot Information System) ที่มาพร้อมระบบตรวจจับรถขณะออกจากซองจอด (Cross Traffic Alert)

           นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ล้ำหน้า ได้แก่ ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน ซึ่งผสานระบบเบรกแบบ Inter-Urban Autonomous Emergency Braking (AEB) เข้ากับระบบตรวจจับคนเดินถนน (Pedestrian Detection) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) บริเวณรอบตัวรถ เพื่อหยุดรถ และช่วยลดอัตราการชนท้ายและการชนคนเดินถนนลง โดยระบบนี้จะทำงานเมื่อใช้ความเร็วสูงกว่า 3.6 กม./ชม. ขึ้นไป

          เช่นเดียวกับระบบตรวจจับลมยาง, ระบบประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี กุญแจรีโมทอัจฉริยะ และปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ ก็ให้มาเป็นมาตรฐานใน Everest ตัวท็อปของเรา

ภายในคือที่หนึ่ง

                ภายนอกของ Everest ใหม่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นก่อนมากนัก มีแค่เปลี่ยนล้ออัลลอยลายใหม่ ชินส่วนภายนอกอย่างเช่นกระจังหน้า กันชนหน้า และมีสีใหม่ให้เลือก ซึ่งเรามองว่ารูปลักษณ์ของ Everest ปัจจุบันนี่แหละคือจุดแข็งที่ทำให้คนไทยชื่นชอบด้วยภาพลักษณ์ที่ดูเท่ ใหญ่ แข็งแกร่งบึกบึนในแบบอเมริกัน ดังนั้นไม่จำเป็นต้องปรับอะไรมากก็ได้

             ภายในปรับเปลี่ยนไม่มาก จุดขายหลักคือความกว้างขวางนั่งสบายทุกตำแหน่ง ผู้โดยสารขึ้น-ลงได้สะดวก พื้นที่ทั้งตอนหน้าและตอนหลังไม่มีอะไรให้ติติง ห้องเก็บสัมภาระมีขนาดใหญ่ เบาะคนขับใหญ่ นุ่ม นั่งสบาย ปรับไฟฟ้าได้หลายทิศทางทำให้หาตำแหน่งนั่งขับที่เหมาะสมได้ง่าย แต่ไม่มีตัวปรับดันหลังมาให้

            ระบบ SYNC 3 จอทัชสกรีนขนาด 8.0 นิ้ว ได้รับการอัพเกรดใหม่ รองรับ Apple CarPlay, Android Auto, บลูทูธ และแสดงผลจากกล้องมองหลัง ผู้ขับขี่ยังสามารถใช้งาน Apple Maps และระบบแผนที่นำทางด้วยดาวเทียมซึ่งติดตั้งมากับรถ เมื่อออกนอกพื้นที่ที่มีสัญญาณโทรศัพท์อีกด้วย โดยระบบสามารถจดจำเสียง และรองรับการสั่งงานเสียงด้วยภาษาไทยได้แล้ว ไฮไลท์อยู่ที่ระบบช่วยโทรฉุกเฉิน (Emergency Assistance) ที่สามารถต่อสายไปที่เบอร์ 1669 เมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉินได้ในทันที

            จากการทดลองเล่น SYNC 3 เป็นระบบที่ใช้งานง่าย หน้าตาเมนูสวยงามทันสมัย สีสันหน้าจอคมชัด ตอบสนองต่อการกดได้เร็ว ระบบเข็มทิศและแผนที่นำทางก็เที่ยงตรงดี ระบบเสียงติดรถที่ให้มาถือว่าไม่ขี้เหร่ ฟังเพลินๆ ได้ตลอดการเดินทาง

สรุปความน่าใช้

            Ford Everest Titanium+ 2.0 Bi-Turbo 4×4 คือความสมบูรณ์แบบที่น่าจะถูกอกถูกใจกับผู้ใช้รถอเนกประสงค์ที่รักการเดินทางท่องเที่ยวพร้อมกับครอบครัว มันคือเอสยูวีที่ตรงตามนิยามอย่างแท้จริง คุณสามารถขับรถคันนี้ไปได้ในทุกๆ ที่ ขับดีทั้งในเมืองและต่างจังหวัด พลังของเครื่องยนต์ การขับขี่ ความสามารถในการลุยทางออฟโรด ความสะดวกสบายในห้องโดยสาร เทคโนโลยีช่วยขับ และความปลอดภัย ทุกสิ่งอย่างหลอมรวมกันออกมาเป็นหนึ่งในเอสยูวีที่ดีที่สุดในคลาส ค่าตัว 1.799 ล้านบาท แพงสุดในคลาสก็จริงแต่สิ่งที่ได้นั้นเหมาะสมกับราคา เราแนะนำเลยว่าถ้าต้องการที่สุดของอเนกประสงค์ครอบครัว ไม่ต้องหันไปมองที่อื่นอีกแล้ว

            นอกเหนือจากตัวท็อปที่เราทดสอบแล้ว Everest ยังมีให้เลือกอีก 3 รุ่นย่อย สเปกลดหลั่นกันไปตามราคา รุ่น Titanium+ 2.0L Turbo 180 แรงม้า ขับสอง ราคา 1.599 ล้านบาท ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่คิดว่าไม่ได้ใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เพราะสเปกเหมือนกับเกือบกับรุ่นท็อปเกือบทุกอย่าง ต่างแค่เครื่องยนต์ ส่วนอีก 2 รุ่น Titanium และ Trend ราคา 1.439 และ 1.299 ล้านบาท ตามลำดับ

             อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับเกียร์ 10 สปีดนั้น อาจทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง ตอนนี้ฟอร์ดกำลังพยายามเร่งแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ตามที่มีข่าวออกไปทั้งระงับการส่งมอบรถใหม่ หรือเรียกคืนรถเพื่อไปตรวจสอบข้อบกพร่อง เรามองว่าฟอร์ดแก้เกมได้ดีขึ้นและกำลังมาถูกทาง บทเรียนที่เกิดขึ้นทำให้ฟอร์ดตระหนักถึงปัญหาและคงไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย หลังจากนี้เชื่อว่าภาพลักษณ์ของฟอร์ดจะดีขึ้นตามลำดับ และเราก็หวังว่าปัญหาเหล่านี้จะคลี่คลายได้เร็ววัน

ขอขอบคุณ ฟอร์ด ประเทศไทย สำหรับกิจกรรมทดสอบในครั้งนี้

ดูรายละเอียดสเปกรถยนต์ได้ที่ www.whatcar.co.th/30148/ford-everest-my2018-thailand-launch/

Gallery

 

1 of 54
- +

1.

2.

3.

4.

5.

6.

7.

8.

9.

10.

11.

12.

13.

14.

15.

16.

17.

18.

19.

20.

21.

22.

23.

24.

25.

26.

27.

28.

29.

30.

31.

32.

33.

34.

35.

36.

37.

38.

39.

40.

41.

42.

43.

44.

45.

46.

47.

48.

49.

50.

51.

52.

53.

54.

 

 

Tags: EVERESTFirst drivefordFord EverestreviewSUVTest drive

Related Posts

bmm ix5 ภายนอกด้านหน้า
Cars

2027 BMW X5 พร้อมนำเสนอขุมพลัง 4 รูปแบบ รวมถึงเวอร์ชันไฟฟ้าล้วนที่วิ่งได้ไกลถึง 845 กม. (525 ไมล์)

July 6, 2026
New Ford Fiesta
New Car

พรีวิว New Ford Fiesta: การกลับมาของรถยนต์ขนาดเล็กสายพันธุ์เกิดใหม่ พร้อมระยะทางวิ่ง 250 ไมล์

June 22, 2026
Audi A6 Allroad
New Car

Audi A6 Allroad กลับมาพร้อมรูปลักษณ์ที่ดุดันและสมรรถนะการลุยออฟโรดในราคา 70,000 ปอนด์

June 16, 2026
Peugeot e-208 GTi
New Car

เผยโฉม Peugeot e-208 GTi: ฮอตแฮตช์ไฟฟ้าค่าตัว 3.5 หมื่นปอนด์ เร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.5 วินาที

June 16, 2026
Mercedes GLE 63 และ GLS 63 ใหม่
New Car

Mercedes GLE 63 และ GLS 63 ใหม่ ยกระดับมาตรฐานรถยนต์ SUV สมรรถนะสูง

June 16, 2026
เผยโฉม 2026 BMW iM3
New Car

เผยโฉม 2026 BMW iM3: รถยนต์สมรรถนะสูงยุคใหม่สู่โลกไฟฟ้าด้วยพละกำลัง 1,000 แรงม้า

June 15, 2026
Leave Comment
  • BMW 530e M Sport 2022 (LCI) รุ่น MinorChange แรงพร้อมแซงในแบบรถหรู ด้วยกำลัง 292 แรงม้า

    1058 shares
    Share 423 Tweet 265
  • ครั้งแรกกับ Mercedes-Benz C220d 2022 AMG Dynamic เรียบหรูสไตล์ Benz แต่เสริมหล่อด้วยความสปอร์ต

    1047 shares
    Share 419 Tweet 262
  • [First Drive] Honda City SV รุ่นรองท็อป ขับดี พลังเกินตัว เพิ่มออปชั่นหน่อยจะดีมาก

    4588 shares
    Share 1835 Tweet 1147
  • NEW MG VS HEV แบ่งออกเป็น รุ่น D และรุ่น X ราคาเริ่มต้น 859,000 – 919,000 บาท

    1039 shares
    Share 416 Tweet 260
  • Toyota C-HR HEV GR Sport 2022 ใหม่ ปรับปรุงการออกแบบทั้งภายนอก และภายในภายใต้แนวคิด GR Sport  

    1038 shares
    Share 415 Tweet 260


What Car? Thailand

What Car? ก่อตั้งในอังกฤษปี 1973 เป็นสื่อยานยนต์ที่ทรงอิทธิพลและได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากผู้ซื้อรถยนต์มากว่า 5 ทศวรรษ โดดเด่นในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านคำแนะนำเพื่อการซื้อรถอย่างคุ้มค่า พร้อมการันตีด้วยรางวัลระดับโลกอย่าง What Car? Car of the Year Awards

 

Follow us

Categories

  • Advice
  • Awards
  • Cars
  • Comparison
  • Feature
  • First Drive
  • Insights
  • New Car
  • News
  • PR
  • Reviews
  • Road Test
  • Road Trips
  • Tip Technic
  • Uncategorized
  • Your Cars

Instagram

  • 🏎️💨 JCB Hydromax ทะลุ 653 กม./ชม.! สร้างสถิติโลกยานยนต์ไฮโดรเจนใหม่บนลานเกลือโบนเนอวิลล์

JCB บริษัทวิศวกรรมยักษ์ใหญ่จากอังกฤษ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาด ด้วยการส่งรถแข่ง JCB Hydromax ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฮโดรเจนเผาไหม้ภายใน ทำลายสถิติความเร็วบนทางบก (Land Speed Record) ด้วยความเร็วเฉลี่ยสูงถึง 406.320 ไมล์/ชม. (653.908 กม./ชม.) ณ ลานเกลือโบนเนอวิลล์ (Bonneville Salt Flats) รัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา 🇺🇸✨

ไฮไลต์สำคัญของ JCB Hydromax:

⚙️ พละกำลังสุดขั้ว: ติดตั้งเครื่องยนต์ไฮโดรเจนขนาด 4.8 ลิตร คู่ ผสานกำลังได้สูงถึง 1,597 แรงม้า (HP) (ต่อยอดมาจากเครื่องยนต์รถขุดเจาะอุตสาหกรรม)

🏎️ นักขับระดับตำนาน: ขับโดย แอนดี กรีน (Andy Green) ผู้ครองสถิติความเร็วบนทางบกสูงสุดตลอดกาล ร่วมสร้างสถิติโลกครั้งที่ 3 ของตนเอง

🛠️ พันธมิตรระดับโลก: ตัวถังยาว 32 ฟุต พัฒนาร่วมกับ Prodrive และ Ricardo พร้อมยางสั่งทำพิเศษจาก Goodyear ที่รองรับความเร็วเกิน 600 กม./ชม.

🌱 มลพิษเป็นศูนย์: พิสูจน์ให้เห็นว่าเครื่องยนต์เผาไหม้ภายใน (ICE) สามารถใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนทดแทนน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำ

การทำลายสถิติครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของ JCB ในการนำพลังงานไฮโดรเจนมาใช้กับเครื่องจักรกลหนัก เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Emission ในอนาคต! 🌍⚡
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมhttps://s.whatcar.co.th/NIYeYc
#JCB #JCBHydromax #HydrogenEngine #LandSpeedRecord
  • Mercedes-EQE 300 https://s.whatcar.co.th/ioeHGu
  • ◤ตู้เซฟเคลื่อนที่หัวใจดีเซล พกความหรูระดับคฤหาสน์และช่วงล่างหนึบสลัดภาพตู้ย้วย
.
◤สลัดภาพจำตู้ขนส่งพาณิชย์เดิมๆ ทิ้งไปเพราะนี่คือ Mercedes-Benz V300d Exclusive นิยามใหม่แห่งรถยนต์ MPV ระดับพรีเมียมไซส์ Extra Long ลืมเครื่องยนต์เบนซินกินน้ำมันไปได้เลย เพราะคันนี้ยัดขุมพลังดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร 237 แรงม้า แรงบิดมหาศาล 500 นิวตันเมตร พกพาช่วงล่างถุงลม AirMatic ที่ให้ฟีลลิงหนึบแน่นสไตล์ยุโรป มอบสมรรถนะการเดินทางไกลระดับบิสซิเนสคลาส พร้อมยกระดับบารมีนายกให้โดดเด่นตระการตาบนท้องถนนเมืองไทย
.
อ่านเพิ่มเติม https://s.whatcar.co.th/r2Q16p
#MercedesBenz #V300d #Exclusive
  • รีวิว Mercedes-Benz EQS 450+ AMG Dynamic https://s.whatcar.co.th/EjPcPH
  • 🚗⚡ เปิดตัว MINI Aceman SE รุ่นพิเศษ 3 คอลเลกชันใหม่ในไทย! จำกัดเพียง 130 คันเท่านั้น
.
มินิ ประเทศไทย เผยโฉมรถยนต์ไฟฟ้าครอสโอเวอร์ **MINI Aceman SE (EV 100%)** รุ่นพิเศษสะท้อนตัวตนคนเมือง ภายใต้แนวคิด *‘Shade of Urban Living’* เปิดตัวพร้อมกัน 3 รุ่นย่อยในจำนวนจำกัด:
.
🔹 Multitone Collection (ราคา 1,799,000 บาท | จำกัด 50 คัน)
สายดีไซน์โดดเด่นด้วยสี *Indigo Sunset Blue* และหลังคา *Multitone Roof* ไล่เฉดสีแบบพ่น wet-on-wet ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำใคร พร้อมเบาะนวด Active Seat
.
🔹 Shadow Collection (ราคา 1,999,000 บาท | จำกัด 50 คัน)
สายเข้มสุดเรียบหรูมาในโทนสีดำล้วน *Midnight Black* พร้อมหลังคา Panorama Roof, ล้อ JCW Slide Spoke 18 นิ้ว และออปชันช่วยเหลือการขับขี่แบบจัดเต็ม
.
🔹 JCW Collection (ราคา 2,099,000 บาท | จำกัด 30 คัน)
สายสปอร์ตเต็มขั้น ตัวถังมีให้เลือก 3 สี (*Legend Grey, Nanuq White, Melting Silver*) พร้อมล้อทูโทน 19 นิ้ว ชุดแต่งสปอร์ต JCW และ Head-up Display
.
--------
.
⚙️ สเปกและสมรรถนะสำคัญ:
• มอเตอร์ไฟฟ้า: 218 HP (แรงม้า) / ขับเคลื่อนล้อหน้า
• อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.:** 7.1 วินาที
• แบตเตอรี่: ความจุ 54.2 kWh
• ระยะทางขับขี่: สูงสุด 405 กม. (มาตรฐาน WLTP)
• การชาร์จ DC (10-80%): ใช้เวลาเพียง 31 นาที (รองรับสูงสุด 95 kW)
.
📅 สัมผัสคันจริงและจับจองได้ที่:
งาน MINI Expo 2026 วันที่ 21–31 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเมกาบางนา หรือโชว์รูม MINI ทั่วประเทศ
อ่านเพิ่มเตืม [ https://s.whatcar.co.th/wxf6gc ]
#MINIAcemanSE #MINIThailand #รถยนต์ไฟฟ้า #MINI
  • Mercedes C-Class ปรับโฉมใหม่แล้ว! 👀
🔥 กำลังสูงสุด 349 แรงม้า
👋 ลาก่อนเครื่องยนต์ดีเซล
✅ มีให้เลือกทั้งแบบซีดานและสเตชั่นแวกอน
🤖 ระบบอินโฟเทนเมนต์ใหม่ขับเคลื่อนด้วย AI
💷 ราคาเริ่มต้นที่ 46,995 ปอนด์ (ประมาณ 2,103,200 บาท)
  • 🏎️ Spyker หวนคืนวงการซูเปอร์คาร์! พร้อมชุบชีวิต C8 Preliator XXV และเดินหน้าโปรเจกต์ SUV ในตำนาน**
.
◤ หากย้อนไปยุครายการ ทไวไลท์โชว์ คนไทยคงจำภาพ Spyker แบรนด์รถสปอร์ตทำมือสุดหรูระดับอัลตร้าลักชัวรีจากเนเธอร์แลนด์ ผ่านการนำเข้าของ ‘คุณตั๋ม - วิชชุดา ลีนุตพงษ์’ ผู้บริหารหญิงเก่งที่สร้างกระแสฮือฮาในวงการด้วยการคัสตอมห้องโดยสารร่วมกับ Louis Vuitton
.
◤ ล่าสุด Spyker พร้อมกลับมาผงาดอีกครั้ง หลังผ่านมรสุมล้มละลาย โดยได้แรงสนับสนุนจากมหาเศรษฐีคริปโตฯ ชาวยูเครน และประเดิมยุคใหม่ด้วย C8 Preliator XXV Coupé
--------
ไฮไลต์สำคัญของ C8 Preliator XXV:
.
◤ พละกำลังจัดเต็ม: เครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ 800 HP (แรงม้า) แรงบิด 1,000 นิวตันเมตร เกียร์ธรรมดา 6 สปีด ทำความเร็วสูงสุดได้กว่า 349 กม./ชม.
.
◤ วิศวกรรมระดับท็อป: ใช้แชสซีส์สเปซเฟรมอะลูมิเนียมที่ประกอบขึ้นในเมืองคอเวนทรี ประเทศอังกฤษ ศูนย์กลางวิศวกรรมยานยนต์ระดับโลก
.
◤ ดีไซน์กลิ่นอายการบิน: ล้อลายใบพัด ไฟท้ายทรงท่อจุดระเบิดเครื่องบินเจ็ท พร้อมฟังก์ชัน
  • แนะนำการเลือกซื้อ Honda Super-One 🚗😆
#Honda #SuperOne #SuperN #WhatCarThailand
  • EU บังคับใช้กฎระเบียบยานพาหนะหมดอายุ (ELV) ปรับอุตสาหกรรมยานยนต์สู่เศรษฐกิจหมุนเวียน คำถามคือประเทศไทยพร้อมแค่ไหน?

อ่านเพิ่มเติมhttps://s.whatcar.co.th/7t5kOA
#ElectricCar #ELVEU #WhatCarThailand

Newsletter

© 2026 What Car? Thailand - Designed by Coinfinity Power.

 
  • About
  • Advertise
  • Terms & Conditions
  • Privacy & Policy
  • Team
  • Contact

Welcome Back!

Login to your account below

Forgotten Password?

Retrieve your password

Please enter your username or email address to reset your password.

Log In

Add New Playlist

No Result
View All Result
  • Home
  • Reviews
    • First Drive
    • Road Test
    • Road Trips
    • Comparison
  • New Car
  • Awards
  • Column
    • Editor’s Talk
    • Insights
    • Your Cars
    • Feature
    • Advice
    • Tip Technic
  • News
    • PR
    • CSR
  • About
  • Contact

© 2026 What Car? Thailand - Designed by Coinfinity Power.

This website uses cookies. By continuing to use this website you are giving consent to cookies being used. Visit our Privacy and Cookie Policy.