เจเนอเจเนอเรชันที่ 9! New Toyota Hilux กระบะมหาชนโฉมใหม่ จัดเต็มขุมพลังดีเซล Mild Hybrid และเวอร์ชันไฟฟ้า 100% BEV คาดสมทบด้วยไฮโดรเจนปี 2028
เตรียมต้อนรับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของกระบะขวัญใจคนทั่วโลกกับ New Toyota Hilux เจเนอเรชันที่ 9 (Ninth-generation) ที่เตรียมบุกตลาดสหราชอาณาจักรในช่วงฤดูร้อนปี 2026 นี้ การกลับมาครั้งนี้ถือเป็นการปฏิวัติทางเลือกขุมพลังครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของโมเดล โดยนำเสนอระบบขับเคลื่อนที่หลากหลายเพื่อรองรับทุกรูปแบบการใช้งาน ตั้งแต่เครื่องยนต์ดีเซลพ่วงระบบไมลด์ไฮบริด ไปจนถึงเวอร์ชันรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ 100% (BEV) เป็นครั้งแรก ยกระดับสู่กระบะยุคใหม่ที่แข็งแกร่ง ทันสมัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งกว่าเดิม

ไฮไลต์งานดีไซน์และเทคโนโลยีใหม่
ตัวรถได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดภายใต้แนวคิด “Tough and Agile” (แข็งแกร่งและคล่องตัว) โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากเอสยูวีรุ่นพี่ระดับพรีเมียมอย่าง Toyota Land Cruiser
- ดีไซน์ภายนอกดุดัน: ตัวถังเน้นเส้นสายเหลี่ยมสันและมัดกล้ามที่ทรงพลัง ด้านหน้าโดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงเรียวคมเชื่อมต่อด้วยแถบกระจังหน้าทรงบาง พร้อมโลโก้แบรนด์ย้อนยุค (Throwback font) ซุ้มล้อขยายขนาดให้หนาและบึกบึนขึ้น ตัวรถมีความสูงใต้ท้องรถเพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยและการทรงตัว ส่วนด้านหลังติดตั้งสปอยเลอร์ขนาดเล็กบนฝาท้าย กันชนหลังดีไซน์เด่น และไฟท้ายแบบ Bubble สองฝั่งแยกฝั่งละ 2 บล็อกชัดเจน นอกจากนี้ยังเพิ่มความสะดวกด้วยบันไดท้ายรถ (Rear deck step) สำหรับขึ้น-ลงท้ายกระบะ และบันไดข้างดีไซน์ใหม่ในแต่ละรุ่นย่อย
- ภายในห้องโดยสารและเทคโนโลยี: ตอบสนองความต้องการของตลาดด้วยตัวถังแบบ 4 ประตู (Double-cab) คอนโซลกลางปรับปรุงใหม่ จัดวางปุ่มควบคุมระบบช่วงล่างและระบบออฟโรดไว้ใต้สวิตช์ระบบปรับอากาศเพื่อให้ใช้งานได้ง่ายและรวดเร็ว หน้าจออินโฟเทนเมนต์แบบสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto จับคู่กับหน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว รองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์แบบ Over-the-air (OTA)
- ยกระดับระบบความปลอดภัย: ติดตั้งระบบควบคุมความเร็วต่ำอัจฉริยะ (Low Speed Acceleration Suppression), ระบบช่วยขับขี่เชิงรุก (Proactive Driving Assist), ระบบเตือนมุมอับสายตา (Blind Spot Monitor) ที่ปรับปรุงใหม่ และระบบหยุดรถฉุกเฉิน (Emergency Driving Stop System)
- ระบบบังคับเลี้ยวใหม่: เป็นครั้งแรกของไลน์อัป Hilux ที่เปลี่ยนมาใช้ พวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า (Electric Power Steering) เพื่อการควบคุมที่เบามือเฉียบคมยิ่งขึ้น และมาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) เป็นมาตรฐานในทุกรุ่นย่อย

รายละเอียดขุมพลัง/เครื่องยนต์
ขุมพลังดีเซล Mild Hybrid (MHEV)
ขุมพลังหลักที่คาดว่าจะได้รับความนิยมสูงสุด ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ 48 โวลต์
- เครื่องยนต์: ดีเซล 4 สูบ ขนาด 2.8 ลิตร
- สมรรถนะ: พละกำลัง 201 bhp (แรงม้า) และแรงบิด 369 lb ft (ประมาณ 500 Nm (แรงบิด))
- อัตราเร่งและความเร็ว: อัตราเร่ง 0-62 mph (0-100 กม./ชม.) ทำได้ภายในเวลาประมาณ 10 วินาที ความเร็วสูงสุด 108 mph (174 กม./ชม.)
- ขีดความสามารถ: รองรับน้ำหนักบรรทุก (Payload) ได้ 1 ตัน และมีศักยภาพในการลากจูง (Towing capacity) สูงสุดถึง 3.5 ตัน

ขุมพลังไฟฟ้า 100% (Hilux EV)
สร้างขึ้นบนโครงสร้างแบบ Body-on-frame เช่นเดียวกับรุ่นดีเซล แต่ได้รับการปรับแต่งโครงสร้างเพื่อปกป้องแบตเตอรี่จากการขับขี่แบบออฟโรดอย่างแน่นหนา สามารถขับลุยน้ำได้ลึกเทียบเท่ากับรุ่นเครื่องยนต์สันดาป
- แบตเตอรี่: ลิเธียมไอออน ความจุ 59.2 kWh (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) (Usable capacity)
- ระยะทางวิ่งสูงสุด: 160 ไมล์ (257 กม.) ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTP)
- ระบบขับเคลื่อน: มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ (Dual Motors) ส่งแรงบิด 151 lb ft ไปที่ล้อหน้า และ 198 lb ft ไปที่ล้อหลัง (พละกำลังรวมใกล้เคียงกับรุ่นดีเซลไมลด์ไฮบริด)
- ขีดความสามารถ: รองรับน้ำหนักบรรทุก 715 กิโลกรัม และมีศักยภาพในการลากจูงสูงสุด 1,600 กิโลกรัม พร้อมระบบ Multi-Terrain Select ที่ปรับโหมดการขับขี่ตามสภาพพื้นผิว เช่น น้ำแข็ง, โคลน และทราย
(หมายเหตุ: สำหรับขุมพลังไฮโดรเจนฟิวเซล หรือ Hydrogen Fuel Cell ทาง Toyota ยืนยันว่าจะตามมาสมทบไลน์อัปในยุโรปภายในปี 2028)


ไลน์อัป/รุ่นย่อย
รุ่นเครื่องยนต์ดีเซลจะมีให้เลือก 4 รุ่นย่อย ส่วนเวอร์ชันไฟฟ้า EV จะมีให้เลือกเฉพาะรุ่นย่อย Icon และ Invincible เท่านั้น โดยมีรายละเอียดตกแต่งดังนี้:
- Active (เฉพาะรุ่นดีเซล): รุ่นเริ่มต้นที่อัปเกรดระบบความปลอดภัยมากกว่ารุ่นเดิม มาพร้อมหน้าจอแสดงผลการขับขี่แบบดิจิทัล, บันไดท้ายกระบะ และระบบพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า
- Icon (มีทั้งดีเซล และ EV): เพิ่มล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว, เบาะนั่งคู่หน้าพร้อมระบบอุ่นเบาะ, หน้าจอสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว, แท่นชาร์จสมาร์ทโฟนไร้สาย โดยในเวอร์ชัน EV จะเพิ่มระบบช่วยขับขี่บนทางทุรกันดาร (Terrain Assist) เข้ามา
- Invincible (มีทั้งดีเซล และ EV): ยกระดับความหรูหราด้วยเบาะนั่งหุ้มหนังแท้, เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า และกระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ โดยในเวอร์ชัน EV จะได้ไฟหน้าแบบ LED เพิ่มเติม
- Invincible X (เฉพาะรุ่นดีเซล): รุ่นท็อปไลน์ จัดเต็มด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว, ชุดแต่งออฟโรดรอบคัน, ระบบเครื่องเสียงพรีเมียมจาก JBL, เบาะนั่งแถวหลังพร้อมระบบอุ่น และหน้าจอ Multi-Terrain Monitor ส่องภาพรอบตัวรถขณะลุยทางออฟโรด
ตารางสเปกและมิติตัวถัง
| ข้อมูลทางเทคนิค | ขุมพลังดีเซล Mild Hybrid (2.8L) | ขุมพลังไฟฟ้า 100% (Hilux EV) |
| ระบบขับเคลื่อน | ขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) | ขับเคลื่อน 4 ล้อ (มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ หน้า-หลัง) |
| พละกำลังสูงสุด | 201 bhp (แรงม้า) | (ไม่ระบุตัวเลขรวม) |
| แรงบิดสูงสุด | 369 lb ft (500 Nm (แรงบิด)) | ล้อหน้า 151 lb ft / ล้อหลัง 198 lb ft |
| ความจุแบตเตอรี่ | แบตเตอรี่ไฮบริดระบบ 48 โวลต์ | ลิเธียมไอออน 59.2 kWh (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) |
| ระยะทางวิ่งสูงสุด | – | 160 ไมล์ (257 กม.) (มาตรฐาน WLTP) |
| รูปแบบตัวถัง | 4 ประตู (Double-cab) | 4 ประตู (Double-cab) |
| พวงมาลัย | พาวเวอร์ไฟฟ้า (EPS) | พาวเวอร์ไฟฟ้า (EPS) |
| ความสามารถการบรรทุก | 1,000 กิโลกรัม (1 ตัน) | 715 กิโลกรัม |
| ความสามารถการลากจูง | 3,500 กิโลกรัม (3.5 ตัน) | 1,600 กิโลกรัม |
ตารางสเปก Toyota Hilux 2.8 D-4D 48V Invincible X (เจเนอเรชันที่ 9)
| หัวข้อสเปก | ข้อมูลรายละเอียด / ผลการทดสอบจริง |
| เครื่องยนต์ | ดีเซล 4 สูบเรียง ขนาด 2,755 ซีซี เทอร์โบชาร์จ พร้อมระบบไมลด์ไฮบริด 48V (ระบบ ISG) |
| พละกำลังสูงสุด | 201 HP (แรงม้า) ที่ 3,000 – 3,400 รอบต่อนาที |
| แรงบิดสูงสุด | 369 lb ft (500 Nm) ที่ 1,600 – 2,800 รอบต่อนาที |
| ระบบส่งกำลัง | เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด (ขับเคลื่อน 4 ล้อ เลือกโหมด 2WD High, 4WD High, 4WD Low ได้) |
| มิติตัวถัง (ยาว x กว้าง x สูง) | 5,325 มม. x 2,105 มม. (รวมกระจกมองข้าง) x 1,815 มม. |
| ระยะฐานล้อ / วงเลี้ยวแคบสุด | 3,085 มิลลิเมตร / วงเลี้ยว 12.6 เมตร |
| ระยะต่ำสุดจากพื้น (Ground Clearance) | 309 มิลลิเมตร |
| ความสามารถในการลุยน้ำลึก | 700 มิลลิเมตร |
| น้ำหนักตัวรถจริง (Kerb Weight) | 2,241 กิโลกรัม |
| น้ำหนักบรรทุกสูงสุด (Payload) | 1,015 กิโลกรัม (ในกระบะท้าย) |
| พิกัดการลากจูงสูงสุด | 3,500 กิโลกรัม (แบบมีเบรก) |
| ขนาดล้อและยางที่ทดสอบ | ล้อ 7.5Jx17in ยาง Bridgestone Dueler A/T M+S ขนาด 265/65 R17 |
| อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. (0-60 mph) | 10.0 วินาที (จากการทดสอบจริง) |
| อัตราเร่ง 0-161 กม./ชม. (0-100 mph) | 31.7 วินาที (จากการทดสอบจริง) |
| ระยะเบรกจนหยุดนิ่งจากความเร็ว 113 กม./ชม. (70 mph) | 53.4 เมตร (จากการทดสอบจริง) |
| อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยจากการทดสอบจริง | 12.2 กม./ลิตร (28.9 MPG) |
| อัตราสิ้นเปลืองวิ่งทางไกล (70 mph Touring) | 13.8 กม./ลิตร (32.5 MPG) |
| ความจุถังน้ำมัน / ระยะทางวิ่งต่อถัง | ความจุ 80 ลิตร / วิ่งได้ระยะทางจริงประมาณ 819 กิโลเมตร (509 ไมล์) |
| ระดับเสียงในห้องโดยสาร (ที่ความเร็ว 113 กม./ชม.) | 67 dBA |
กำหนดการจำหน่าย/ส่งมอบ
New Toyota Hilux มีกำหนดการเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศอังกฤษช่วงเดือนมิถุนายน 2026 นี้ โดยมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นดังนี้:
- รุ่นเครื่องยนต์ดีเซล Mild Hybrid: ราคาเริ่มต้น £42,845 ปอนด์ (ประมาณ 1,885,000 บาท) รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว
- รุ่นไฟฟ้า 100% (Hilux EV): ราคาเริ่มต้น £57,845 ปอนด์ (ประมาณ 2,545,000 บาท) โดยเป็นราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และหักส่วนลดเงินอุดหนุนรถยนต์เชิงพาณิชย์ขนาดเล็กจากรัฐบาลอังกฤษจำนวน £5,000 ปอนด์ (ประมาณ 220,000 บาท) เรียบร้อยแล้ว













![🚗⚡ เปิดตัว MINI Aceman SE รุ่นพิเศษ 3 คอลเลกชันใหม่ในไทย! จำกัดเพียง 130 คันเท่านั้น
.
มินิ ประเทศไทย เผยโฉมรถยนต์ไฟฟ้าครอสโอเวอร์ **MINI Aceman SE (EV 100%)** รุ่นพิเศษสะท้อนตัวตนคนเมือง ภายใต้แนวคิด *‘Shade of Urban Living’* เปิดตัวพร้อมกัน 3 รุ่นย่อยในจำนวนจำกัด:
.
🔹 Multitone Collection (ราคา 1,799,000 บาท | จำกัด 50 คัน)
สายดีไซน์โดดเด่นด้วยสี *Indigo Sunset Blue* และหลังคา *Multitone Roof* ไล่เฉดสีแบบพ่น wet-on-wet ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำใคร พร้อมเบาะนวด Active Seat
.
🔹 Shadow Collection (ราคา 1,999,000 บาท | จำกัด 50 คัน)
สายเข้มสุดเรียบหรูมาในโทนสีดำล้วน *Midnight Black* พร้อมหลังคา Panorama Roof, ล้อ JCW Slide Spoke 18 นิ้ว และออปชันช่วยเหลือการขับขี่แบบจัดเต็ม
.
🔹 JCW Collection (ราคา 2,099,000 บาท | จำกัด 30 คัน)
สายสปอร์ตเต็มขั้น ตัวถังมีให้เลือก 3 สี (*Legend Grey, Nanuq White, Melting Silver*) พร้อมล้อทูโทน 19 นิ้ว ชุดแต่งสปอร์ต JCW และ Head-up Display
.
--------
.
⚙️ สเปกและสมรรถนะสำคัญ:
• มอเตอร์ไฟฟ้า: 218 HP (แรงม้า) / ขับเคลื่อนล้อหน้า
• อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.:** 7.1 วินาที
• แบตเตอรี่: ความจุ 54.2 kWh
• ระยะทางขับขี่: สูงสุด 405 กม. (มาตรฐาน WLTP)
• การชาร์จ DC (10-80%): ใช้เวลาเพียง 31 นาที (รองรับสูงสุด 95 kW)
.
📅 สัมผัสคันจริงและจับจองได้ที่:
งาน MINI Expo 2026 วันที่ 21–31 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเมกาบางนา หรือโชว์รูม MINI ทั่วประเทศ
อ่านเพิ่มเตืม [ https://s.whatcar.co.th/wxf6gc ]
#MINIAcemanSE #MINIThailand #รถยนต์ไฟฟ้า #MINI 🚗⚡ เปิดตัว MINI Aceman SE รุ่นพิเศษ 3 คอลเลกชันใหม่ในไทย! จำกัดเพียง 130 คันเท่านั้น
.
มินิ ประเทศไทย เผยโฉมรถยนต์ไฟฟ้าครอสโอเวอร์ **MINI Aceman SE (EV 100%)** รุ่นพิเศษสะท้อนตัวตนคนเมือง ภายใต้แนวคิด *‘Shade of Urban Living’* เปิดตัวพร้อมกัน 3 รุ่นย่อยในจำนวนจำกัด:
.
🔹 Multitone Collection (ราคา 1,799,000 บาท | จำกัด 50 คัน)
สายดีไซน์โดดเด่นด้วยสี *Indigo Sunset Blue* และหลังคา *Multitone Roof* ไล่เฉดสีแบบพ่น wet-on-wet ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำใคร พร้อมเบาะนวด Active Seat
.
🔹 Shadow Collection (ราคา 1,999,000 บาท | จำกัด 50 คัน)
สายเข้มสุดเรียบหรูมาในโทนสีดำล้วน *Midnight Black* พร้อมหลังคา Panorama Roof, ล้อ JCW Slide Spoke 18 นิ้ว และออปชันช่วยเหลือการขับขี่แบบจัดเต็ม
.
🔹 JCW Collection (ราคา 2,099,000 บาท | จำกัด 30 คัน)
สายสปอร์ตเต็มขั้น ตัวถังมีให้เลือก 3 สี (*Legend Grey, Nanuq White, Melting Silver*) พร้อมล้อทูโทน 19 นิ้ว ชุดแต่งสปอร์ต JCW และ Head-up Display
.
--------
.
⚙️ สเปกและสมรรถนะสำคัญ:
• มอเตอร์ไฟฟ้า: 218 HP (แรงม้า) / ขับเคลื่อนล้อหน้า
• อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.:** 7.1 วินาที
• แบตเตอรี่: ความจุ 54.2 kWh
• ระยะทางขับขี่: สูงสุด 405 กม. (มาตรฐาน WLTP)
• การชาร์จ DC (10-80%): ใช้เวลาเพียง 31 นาที (รองรับสูงสุด 95 kW)
.
📅 สัมผัสคันจริงและจับจองได้ที่:
งาน MINI Expo 2026 วันที่ 21–31 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเมกาบางนา หรือโชว์รูม MINI ทั่วประเทศ
อ่านเพิ่มเตืม [ https://s.whatcar.co.th/wxf6gc ]
#MINIAcemanSE #MINIThailand #รถยนต์ไฟฟ้า #MINI](https://scontent-sin6-3.cdninstagram.com/v/t39.30808-6/777824829_1482951810521022_337360140164175493_n.jpg?stp=dst-jpg_e35_tt6&_nc_cat=110&ccb=7-5&_nc_sid=18de74&efg=eyJlZmdfdGFnIjoiQ0FST1VTRUxfSVRFTS5iZXN0X2ltYWdlX3VybGdlbi5DMyJ9&_nc_ohc=UQdnNd_YFa8Q7kNvwFp5AsJ&_nc_oc=AdrHMgY6RybMYExhpDd0LTghq69KI7PPbYdTeGAedp6GegKvg3-ngUOuI1TNZZb8wCZRLfX2cSUblItJvGgLIUSm&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent-sin6-3.cdninstagram.com&edm=ANo9K5cEAAAA&_nc_gid=Q5n0dL88m7AYB4eJJCtTNw&_nc_tpa=Q5bMBQLBVPebMTind06x0HbKptzklKQrambG4vGUrUbQ1OjAsHe5ewH57MtizjqsVPdK1Du3j4ypfxJv&oh=00_AQEVH0YxMMswDoodyqm3r7ZUk-hiA97iIWlsnVIyogIOcw&oe=6A8C8FCA)




![📌 รีวิว Mercedes-Benz V 300 d Exclusive ตู้เซฟเคลื่อนที่หัวใจดีเซล พกความหรูระดับคฤหาสน์และช่วงล่างหนึบสลัดภาพตู้ย้วย
📌 สลัดภาพจำตู้ขนส่งพาณิชย์เดิมๆ ทิ้งไป เพราะนี่คือ Mercedes-Benz V 300 d Exclusive นิยามใหม่แห่งรถยนต์ MPV ระดับพรีเมียมไซส์ Extra Long ลืมเครื่องยนต์เบนซินกินน้ำมันไปได้เลย เพราะคันนี้ยัดขุมพลังดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร 237 แรงม้า แรงบิดมหาศาล 500 นิวตันเมตร พกพาช่วงล่างถุงลม AirMatic ที่ให้ฟีลลิงหนึบแน่นสไตล์ยุโรป มอบสมรรถนะการเดินทางไกลระดับบิสซิเนสคลาส
📌 สนนราคาค่าตัวในประเทศไทยที่ 5,820,000 บาท พร้อมยกระดับบารมีประธานบริษัทให้โดดเด่นตระการตาบนท้องถนนเมือง
อ่านต่อ [https://s.whatcar.co.th/r2Q16p]
#whatcarthailand #MercedesBenz #V300dExclusive #MPV 📌 รีวิว Mercedes-Benz V 300 d Exclusive ตู้เซฟเคลื่อนที่หัวใจดีเซล พกความหรูระดับคฤหาสน์และช่วงล่างหนึบสลัดภาพตู้ย้วย
📌 สลัดภาพจำตู้ขนส่งพาณิชย์เดิมๆ ทิ้งไป เพราะนี่คือ Mercedes-Benz V 300 d Exclusive นิยามใหม่แห่งรถยนต์ MPV ระดับพรีเมียมไซส์ Extra Long ลืมเครื่องยนต์เบนซินกินน้ำมันไปได้เลย เพราะคันนี้ยัดขุมพลังดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร 237 แรงม้า แรงบิดมหาศาล 500 นิวตันเมตร พกพาช่วงล่างถุงลม AirMatic ที่ให้ฟีลลิงหนึบแน่นสไตล์ยุโรป มอบสมรรถนะการเดินทางไกลระดับบิสซิเนสคลาส
📌 สนนราคาค่าตัวในประเทศไทยที่ 5,820,000 บาท พร้อมยกระดับบารมีประธานบริษัทให้โดดเด่นตระการตาบนท้องถนนเมือง
อ่านต่อ [https://s.whatcar.co.th/r2Q16p]
#whatcarthailand #MercedesBenz #V300dExclusive #MPV](https://scontent-sin2-1.cdninstagram.com/v/t39.30808-6/772280514_1477124561103747_2233245962568407907_n.jpg?stp=dst-jpg_e35_tt6&_nc_cat=102&ccb=7-5&_nc_sid=18de74&efg=eyJlZmdfdGFnIjoiRkVFRC5iZXN0X2ltYWdlX3VybGdlbi5DMyJ9&_nc_ohc=qhclHR75PCAQ7kNvwGETB9c&_nc_oc=AdoEwxMPhTD0sMg74sjt2yd6MzMt6_Q2y9s-Pd2LxHsfinFq8EVOtgoqIOpcdTLxK6MZO2ivy3fLqnZYgPvUhxl5&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent-sin2-1.cdninstagram.com&edm=ANo9K5cEAAAA&_nc_gid=Q5n0dL88m7AYB4eJJCtTNw&_nc_tpa=Q5bMBQLzOln24mW9T4e-5elT_1Vq-kp6tI6ps6dF5eriaHezivxlCtp7VJyhTLgY_rf_1IW04QX6a2_o&oh=00_AQGtjvryUABQFGgljmNHZ8YGd_Ej_HyvRvNvkGWtRoQFng&oe=6A8C80CB)