SUV พรีเมียมยุคใหม่ มาพร้อมระยะทางวิ่งไกลถึง 656 กม. (408 ไมล์) ในรุ่นไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงานที่สุด พร้อมเวอร์ชันไมลด์ไฮบริด (Mild Hybrid) ที่เตรียมเปิดตัวตามมา
โดย Eleanor Cooper
วางจำหน่าย ต้นปี 2027 ราคาเริ่มต้น £45,000 ปอนด์ (ประมาณ 2,025,000 บาท) (คาดการณ์)
ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นฤดูกาล ทรงผม หรือแม้กระทั่งการจัดวางสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตแถวบ้าน และตอนนี้ก็ถึงเวลาของ Mercedes GLA ที่จะก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ด้วยการปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
เช่นเดียวกับรถยนต์ร่วมค่ายหลายๆ รุ่นในช่วงที่ผ่านมา รถ SUV ครอบครัว ของ Mercedes คันนี้กำลังก้าวเข้าสู่ยุคพลังงานไฟฟ้า 100% เป็นครั้งแรก โดยพัฒนาขึ้นบนสถาปัตยกรรม MMA (Mercedes Modular Architecture) ใหม่ล่าสุด ซึ่งทำให้ GLA เจเนอเรชันถัดไปมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ Mercedes CLA และ GLB ที่เพิ่งเปิดตัวเข้าสู่ยุคไฟฟ้าไปไม่นาน แต่ไม่ต้องกังวลไป หากคุณยังไม่พร้อมสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV: Electric Vehicle) ทางค่ายก็ยังมีรุ่นเครื่องยนต์สันดาปให้เลือกซื้อด้วยเช่นกัน

เริ่มกันที่รุ่นไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ซึ่งจะมีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ได้แก่ GLA 200, GLA 250+ และ GLA 350 4Matic โดยรุ่นเริ่มต้นอย่าง GLA 200 ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ขนาดความจุใช้ได้จริง 58 kWh (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) ให้พละกำลัง 221 HP (แรงม้า) จากมอเตอร์ไฟฟ้า แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยระยะทางวิ่งอย่างเป็นทางการในรุ่นนี้ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับ CLA 200 ที่ใช้แบตเตอรี่ขนาดเดียวกันซึ่งทำระยะทางได้ 526 กม. (327 ไมล์) คาดว่า GLA น่าจะทำระยะทางได้น้อยกว่าเล็กน้อยเนื่องจากตัวถังที่มีทรงกล่องมากกว่า
รุ่น GLA 250+ ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 85 kWh (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) จับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 268 HP (แรงม้า) โดยแบตเตอรี่ลูกนี้ช่วยให้รถวิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 656 กม. (408 ไมล์) ซึ่งยาวนานกว่า Audi Q4 e-tron และ Kia EV6 ทุกรุ่นย่อย ถือเป็นรุ่นที่เน้นความคุ้มค่าและประหยัดพลังงานที่สุดในตระกูล GLA ไฟฟ้า
ส่วนรุ่นท็อปสุดอย่าง GLA 350 4Matic ใช้แบตเตอรี่ขนาด 85 kWh (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) เท่ากับรุ่น 250+ แต่เปลี่ยนมาใช้ระบบมอเตอร์ไฟฟ้าคู่สำหรับการขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD: All-Wheel Drive) รีดพละกำลังรวมได้สูงถึง 349 HP (แรงม้า) สามารถทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. (0-62 mph) ได้ในเวลาเพียง 5.4 วินาที ซึ่งเร็วเทียบเท่ากับ Q4 e-tron quattro Performance แต่ยังคงตามหลัง Tesla Model Y Long Range AWD เล็กน้อย แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยระยะทางวิ่งของรุ่น 350 4Matic แต่คาดว่าน่าจะประหยัดพลังงานน้อยกว่ารุ่น 250+ อยู่พอสมควร

ในด้านการชาร์จไฟ ถือว่าทำได้รวดเร็วทันใจด้วยสถาปัตยกรรมแรงดันไฟฟ้า 800V (โวลต์) รองรับการชาร์จเร็ว DC สูงสุดถึง 320 kW (กิโลวัตต์) ซึ่งทาง Mercedes เคลมว่าสามารถชาร์จเพียง 10 นาที ก็ได้ระยะทางวิ่งเพิ่มขึ้นถึง 277 กม. (172 ไมล์) อย่างไรก็ตาม นั่นต้องอาศัยการชาร์จผ่านสถานีชาร์จสาธารณะกำลังสูง ซึ่งยังหาได้ค่อนข้างยากในสหราชอาณาจักร และหากต้องการนำไปชาร์จกับสถานีชาร์จแรงดัน 400V ทั่วไป จะต้องเลือกติดตั้งตัวแปลงกระแสไฟ DC เพิ่มเติมเป็นออปชันเสริม
สำหรับไลน์อัปในอนาคต GLA จะมีตัวเลือกแบตเตอรี่ขนาด 71 kWh (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) พร้อมด้วยขุมพลังไมลด์ไฮบริด (Mild Hybrid) อีก 2 รุ่น ซึ่งทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร มอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็ก 30 HP (แรงม้า) และแบตเตอรี่ขนาด 1.3 kWh (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) โดยมีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อนล้อหน้าและขับเคลื่อนสี่ล้อ ซึ่งตามข้อมูลของ Mercedes ระบบนี้สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ที่ความเร็วต่ำสำหรับการใช้งานในเมือง แม้รายละเอียดทางเทคนิคอย่างเป็นทางการจะยังไม่เปิดเผย แต่หากอ้างอิงจาก CLA จะมีรุ่นเครื่องยนต์สันดาปให้เลือก 3 ระดับความแรง คือ 134 HP (แรงม้า), 161 HP (แรงม้า) และ 188 HP (แรงม้า) ในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ 4Matic
สิ่งแรกที่คุณจะสังเกตเห็นได้ทันทีใน GLA ใหม่ คือดีไซน์ภายนอกที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ตัวรถมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า โดยมีความสูงลดลง 20 มม. ความกว้างเพิ่มขึ้น 31 มม. และระยะฐานล้อขยายยาวขึ้น 61 มม. ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสารให้ผู้โดยสารนั่งยืดขาได้สบายยิ่งขึ้น

งานออกแบบของ GLA ใหม่ ได้รับการปรับโฉมให้เข้ากับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ของ Mercedes อย่าง GLC และ C-Class Electric โดดเด่นด้วยชุดไฟหน้า LED ความสว่างสูง และกระจังหน้าส่องสว่างอันสะดุดตาด้วยหลอด LED มากกว่า 600 ดวง ขณะที่ทรวดทรงตัวรถดูเพรียวลมยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับเจเนอเรชันก่อน โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ (Cd) ต่ำเพียง 0.27
ภายในห้องโดยสารได้รับการปรับโฉมให้เหมือนกับรุ่นพี่ร่วมไลน์อัปไฟฟ้าเช่นกัน โดยในรุ่นเริ่มต้นจะโดดเด่นด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ 2 จอที่ครอบคลุมบริเวณแผงคอนโซลหน้า นอกจากนี้ยังสามารถเลือกออปชันเสริมเป็นหน้าจอ ‘MBUX Superscreen’ ซึ่งรวมเอาหน้าจอสัมผัสระบบอินโฟเทนเมนต์ขนาด 14 นิ้ว จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัลขนาด 10.25 นิ้ว และหน้าจอสัมผัสสำหรับผู้โดยสารฝั่งหน้าขนาด 14 นิ้ว เข้าไว้ด้วยกัน
จากการทดสอบใช้งานหน้าจอ Superscreen ใน GLA ใหม่ พบว่าการแสดงผลภาพกราฟิกมีความคมชัด เมนูใช้งานง่าย และตอบสนองได้รวดเร็ว ซึ่งถือเป็นข้อดีอย่างมาก เพราะระบบควบคุมเกือบทั้งหมดภายในรถต้องทำผ่านหน้าจอนี้ เนื่องจากมีปุ่มกดจริง (Physical Buttons) เหลืออยู่น้อยมาก เว้นแต่ปุ่มควบคุมบนพวงมาลัยไม่กี่ปุ่ม แม้แต่การปรับระบบปรับอากาศก็ยังต้องสั่งการผ่านหน้าจอสัมผัส

หน้าจอสัมผัสสำหรับผู้โดยสารฝั่งหน้ามาพร้อมกับแอปพลิเคชันความบันเทิงอย่าง YouTube ซึ่งอาจสร้างความกังวลเรื่องความปลอดภัยขณะขับขี่ แต่ Mercedes ได้ติดตั้งระบบกล้องตรวจจับสายตาของผู้ขับขี่ หากพบว่าผู้ขับขี่ละสายตาหันไปมองหน้าจอด้านข้าง ระบบจะทำการปิดหน้าจอนั้นทันที และหากคุณไม่ต้องการออปชันหน้าจอนี้ แผงคอนโซลจะถูกแทนที่ด้วยลวดลายดาวสามแฉกอันเป็นเอกลักษณ์แทน
ด้วยสัดส่วนตัวรถที่ยาวขึ้น ทำให้พื้นที่วางขาของผู้โดยสารด้านหลังเพิ่มขึ้นอีก 38 มม. ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับผู้โดยสารตัวสูง จากการทดลองนั่งบริเวณเบาะหลัง พบว่ามีพื้นที่วางขาและพื้นที่เหนือศีรษะเพียงพอให้คนที่มีความสูงถึง 180 ซม. (6 ฟุต) นั่งได้อย่างสบายๆ แม้ว่าตัวรถจะติดตั้งหลังคากระจกพาโนรามิกเป็นอุปกรณ์มาตรฐานก็ตาม
GLA Electric ทุกรุ่นย่อยมาพร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถความจุ 410 ลิตร ซึ่งมากกว่ารุ่นเดิมถึง 70 ลิตร แม้ว่าจะยังเล็กกว่าคู่แข่งอย่าง Q4 e-tron และ Volvo EX40 เล็กน้อย แต่ก็ได้รับการชดเชยด้วยพื้นที่เก็บของใต้ฝากระโปรงหน้า (Frunk) อีก 107 ลิตร ซึ่งใหญ่พอสำหรับใส่กระเป๋าเดินทางขนาดพกพา (Carry-on) ได้พอดี พร้อมเบาะนั่งด้านหลังที่สามารถแยกพับได้แบบ 40/20/40

แม้อุปกรณ์มาตรฐานสเปกที่จะขายในสหราชอาณาจักรยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าระดับรุ่นย่อยจะเจริญรอยตาม CLA และ GLB ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 รุ่นย่อย ได้แก่ Sport, Sport Executive, AMG Line Executive, AMG Line Premium และ AMG Line Premium Plus โดยรุ่นมาตรฐานคาดว่าจะมาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว, ไฟหน้าแบบ LED และเบาะนั่งพร้อมระบบอุ่นเบาะ ขณะที่รุ่นตกแต่ง AMG จะเพิ่มความสปอร์ตยิ่งขึ้นพร้อมล้ออัลลอยขนาด 19 และ 20 นิ้ว นอกจากนี้ยังมีรุ่นตกแต่งพิเศษ Night Edition เป็นครั้งแรก ซึ่งจะนำเอารุ่น AMG Line มาเพิ่มดีไซน์ตกแต่งโทนสีสุดเข้ม
Mercedes GLA ใหม่ คาดว่าจะเริ่มส่งมอบคันแรกในช่วงต้นปีหน้า ส่วนราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการยังไม่มีการประกาศออกมา แต่คาดว่าจะเริ่มต้นที่ประมาณ £45,000 ปอนด์ (ประมาณ 2,025,000 บาท) ซึ่งย่อมเยากว่า Audi Q4 e-tron เล็กน้อย แต่สูงกว่า Volvo EX40













![🚗⚡ เปิดตัว MINI Aceman SE รุ่นพิเศษ 3 คอลเลกชันใหม่ในไทย! จำกัดเพียง 130 คันเท่านั้น
.
มินิ ประเทศไทย เผยโฉมรถยนต์ไฟฟ้าครอสโอเวอร์ **MINI Aceman SE (EV 100%)** รุ่นพิเศษสะท้อนตัวตนคนเมือง ภายใต้แนวคิด *‘Shade of Urban Living’* เปิดตัวพร้อมกัน 3 รุ่นย่อยในจำนวนจำกัด:
.
🔹 Multitone Collection (ราคา 1,799,000 บาท | จำกัด 50 คัน)
สายดีไซน์โดดเด่นด้วยสี *Indigo Sunset Blue* และหลังคา *Multitone Roof* ไล่เฉดสีแบบพ่น wet-on-wet ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำใคร พร้อมเบาะนวด Active Seat
.
🔹 Shadow Collection (ราคา 1,999,000 บาท | จำกัด 50 คัน)
สายเข้มสุดเรียบหรูมาในโทนสีดำล้วน *Midnight Black* พร้อมหลังคา Panorama Roof, ล้อ JCW Slide Spoke 18 นิ้ว และออปชันช่วยเหลือการขับขี่แบบจัดเต็ม
.
🔹 JCW Collection (ราคา 2,099,000 บาท | จำกัด 30 คัน)
สายสปอร์ตเต็มขั้น ตัวถังมีให้เลือก 3 สี (*Legend Grey, Nanuq White, Melting Silver*) พร้อมล้อทูโทน 19 นิ้ว ชุดแต่งสปอร์ต JCW และ Head-up Display
.
--------
.
⚙️ สเปกและสมรรถนะสำคัญ:
• มอเตอร์ไฟฟ้า: 218 HP (แรงม้า) / ขับเคลื่อนล้อหน้า
• อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.:** 7.1 วินาที
• แบตเตอรี่: ความจุ 54.2 kWh
• ระยะทางขับขี่: สูงสุด 405 กม. (มาตรฐาน WLTP)
• การชาร์จ DC (10-80%): ใช้เวลาเพียง 31 นาที (รองรับสูงสุด 95 kW)
.
📅 สัมผัสคันจริงและจับจองได้ที่:
งาน MINI Expo 2026 วันที่ 21–31 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเมกาบางนา หรือโชว์รูม MINI ทั่วประเทศ
อ่านเพิ่มเตืม [ https://s.whatcar.co.th/wxf6gc ]
#MINIAcemanSE #MINIThailand #รถยนต์ไฟฟ้า #MINI 🚗⚡ เปิดตัว MINI Aceman SE รุ่นพิเศษ 3 คอลเลกชันใหม่ในไทย! จำกัดเพียง 130 คันเท่านั้น
.
มินิ ประเทศไทย เผยโฉมรถยนต์ไฟฟ้าครอสโอเวอร์ **MINI Aceman SE (EV 100%)** รุ่นพิเศษสะท้อนตัวตนคนเมือง ภายใต้แนวคิด *‘Shade of Urban Living’* เปิดตัวพร้อมกัน 3 รุ่นย่อยในจำนวนจำกัด:
.
🔹 Multitone Collection (ราคา 1,799,000 บาท | จำกัด 50 คัน)
สายดีไซน์โดดเด่นด้วยสี *Indigo Sunset Blue* และหลังคา *Multitone Roof* ไล่เฉดสีแบบพ่น wet-on-wet ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำใคร พร้อมเบาะนวด Active Seat
.
🔹 Shadow Collection (ราคา 1,999,000 บาท | จำกัด 50 คัน)
สายเข้มสุดเรียบหรูมาในโทนสีดำล้วน *Midnight Black* พร้อมหลังคา Panorama Roof, ล้อ JCW Slide Spoke 18 นิ้ว และออปชันช่วยเหลือการขับขี่แบบจัดเต็ม
.
🔹 JCW Collection (ราคา 2,099,000 บาท | จำกัด 30 คัน)
สายสปอร์ตเต็มขั้น ตัวถังมีให้เลือก 3 สี (*Legend Grey, Nanuq White, Melting Silver*) พร้อมล้อทูโทน 19 นิ้ว ชุดแต่งสปอร์ต JCW และ Head-up Display
.
--------
.
⚙️ สเปกและสมรรถนะสำคัญ:
• มอเตอร์ไฟฟ้า: 218 HP (แรงม้า) / ขับเคลื่อนล้อหน้า
• อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.:** 7.1 วินาที
• แบตเตอรี่: ความจุ 54.2 kWh
• ระยะทางขับขี่: สูงสุด 405 กม. (มาตรฐาน WLTP)
• การชาร์จ DC (10-80%): ใช้เวลาเพียง 31 นาที (รองรับสูงสุด 95 kW)
.
📅 สัมผัสคันจริงและจับจองได้ที่:
งาน MINI Expo 2026 วันที่ 21–31 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเมกาบางนา หรือโชว์รูม MINI ทั่วประเทศ
อ่านเพิ่มเตืม [ https://s.whatcar.co.th/wxf6gc ]
#MINIAcemanSE #MINIThailand #รถยนต์ไฟฟ้า #MINI](https://scontent-sin6-3.cdninstagram.com/v/t39.30808-6/777824829_1482951810521022_337360140164175493_n.jpg?stp=dst-jpg_e35_tt6&_nc_cat=110&ccb=7-5&_nc_sid=18de74&efg=eyJlZmdfdGFnIjoiQ0FST1VTRUxfSVRFTS5iZXN0X2ltYWdlX3VybGdlbi5DMyJ9&_nc_ohc=UQdnNd_YFa8Q7kNvwFp5AsJ&_nc_oc=AdrHMgY6RybMYExhpDd0LTghq69KI7PPbYdTeGAedp6GegKvg3-ngUOuI1TNZZb8wCZRLfX2cSUblItJvGgLIUSm&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent-sin6-3.cdninstagram.com&edm=ANo9K5cEAAAA&_nc_gid=8QhlNvKLqzqSGXtau855_g&_nc_tpa=Q5bMBQLAlp4_tii6l_UC532zWbFOAR0ZpMzYZsb9zFzSHs1e7K7ZXuQXAxaHhlZkwHhBsTGslU6-Hyf6&oh=00_AQGa3ONB9B5H3aP2Qd8bWGdqjClPQCod1w636ZNd1bZRXg&oe=6A8D70CA)




![📌 รีวิว Mercedes-Benz V 300 d Exclusive ตู้เซฟเคลื่อนที่หัวใจดีเซล พกความหรูระดับคฤหาสน์และช่วงล่างหนึบสลัดภาพตู้ย้วย
📌 สลัดภาพจำตู้ขนส่งพาณิชย์เดิมๆ ทิ้งไป เพราะนี่คือ Mercedes-Benz V 300 d Exclusive นิยามใหม่แห่งรถยนต์ MPV ระดับพรีเมียมไซส์ Extra Long ลืมเครื่องยนต์เบนซินกินน้ำมันไปได้เลย เพราะคันนี้ยัดขุมพลังดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร 237 แรงม้า แรงบิดมหาศาล 500 นิวตันเมตร พกพาช่วงล่างถุงลม AirMatic ที่ให้ฟีลลิงหนึบแน่นสไตล์ยุโรป มอบสมรรถนะการเดินทางไกลระดับบิสซิเนสคลาส
📌 สนนราคาค่าตัวในประเทศไทยที่ 5,820,000 บาท พร้อมยกระดับบารมีประธานบริษัทให้โดดเด่นตระการตาบนท้องถนนเมือง
อ่านต่อ [https://s.whatcar.co.th/r2Q16p]
#whatcarthailand #MercedesBenz #V300dExclusive #MPV 📌 รีวิว Mercedes-Benz V 300 d Exclusive ตู้เซฟเคลื่อนที่หัวใจดีเซล พกความหรูระดับคฤหาสน์และช่วงล่างหนึบสลัดภาพตู้ย้วย
📌 สลัดภาพจำตู้ขนส่งพาณิชย์เดิมๆ ทิ้งไป เพราะนี่คือ Mercedes-Benz V 300 d Exclusive นิยามใหม่แห่งรถยนต์ MPV ระดับพรีเมียมไซส์ Extra Long ลืมเครื่องยนต์เบนซินกินน้ำมันไปได้เลย เพราะคันนี้ยัดขุมพลังดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร 237 แรงม้า แรงบิดมหาศาล 500 นิวตันเมตร พกพาช่วงล่างถุงลม AirMatic ที่ให้ฟีลลิงหนึบแน่นสไตล์ยุโรป มอบสมรรถนะการเดินทางไกลระดับบิสซิเนสคลาส
📌 สนนราคาค่าตัวในประเทศไทยที่ 5,820,000 บาท พร้อมยกระดับบารมีประธานบริษัทให้โดดเด่นตระการตาบนท้องถนนเมือง
อ่านต่อ [https://s.whatcar.co.th/r2Q16p]
#whatcarthailand #MercedesBenz #V300dExclusive #MPV](https://scontent-sin2-1.cdninstagram.com/v/t39.30808-6/772280514_1477124561103747_2233245962568407907_n.jpg?stp=dst-jpg_e35_tt6&_nc_cat=102&ccb=7-5&_nc_sid=18de74&efg=eyJlZmdfdGFnIjoiRkVFRC5iZXN0X2ltYWdlX3VybGdlbi5DMyJ9&_nc_ohc=qhclHR75PCAQ7kNvwGETB9c&_nc_oc=AdoEwxMPhTD0sMg74sjt2yd6MzMt6_Q2y9s-Pd2LxHsfinFq8EVOtgoqIOpcdTLxK6MZO2ivy3fLqnZYgPvUhxl5&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent-sin2-1.cdninstagram.com&edm=ANo9K5cEAAAA&_nc_gid=8QhlNvKLqzqSGXtau855_g&_nc_tpa=Q5bMBQKLkHyjd7Wjvar-DR2rGabgBOCSM1yYABwJyeLeCKG8fWSuITKEcMHAFl95yBcj26DknyLUzv21&oh=00_AQGQ7n1mMSO6faCZqJxcMNj9VSbYFIcC0SoG_tS2jRNWbg&oe=6A8D61CB)