• About
  • Advertise
  • Terms & Conditions
  • Privacy & Policy
  • Team
  • Contact
What Car? Thailand
  • Home
  • Reviews
    • First Drive
    • Road Test
    • Road Trips
    • Comparison
  • New Car
  • Awards
  • Column
    • Editor’s Talk
    • Insights
    • Your Cars
    • Feature
    • Advice
    • Tip Technic
  • News
    • PR
    • CSR
  • About
  • Contact
No Result
View All Result
  • Home
  • Reviews
    • First Drive
    • Road Test
    • Road Trips
    • Comparison
  • New Car
  • Awards
  • Column
    • Editor’s Talk
    • Insights
    • Your Cars
    • Feature
    • Advice
    • Tip Technic
  • News
    • PR
    • CSR
  • About
  • Contact
No Result
View All Result
What Car? Thailand
No Result
View All Result
Home Reviews

รีวิว Honda CR-V e:HEV RS 4WD Hybrid (รุ่น 5 ที่นั่ง): เอสยูวีพรีเมียมสำหรับครอบครัว ตอบโจทย์ความประหยัดและความอเนกประสงค์

What Car? Team by What Car? Team
June 2, 2024
in Reviews, Road Test, Uncategorized
A A
Honda CR-V e:HEV RS 4WD Hybrid

Honda CR-V e:HEV RS 4WD Hybrid

Share on FacebookShare on TwitterShare on Line

หากพูดถึงรถยนต์อเนกประสงค์สำหรับครอบครัวที่ครองใจผู้ใช้ชาวไทยมาอย่างยาวนาน ชื่อของ Honda CR-V ย่อมขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน ในรีวิวฉบับนี้ WHATCAR? Thailand จะพาทุกท่านไปเจาะลึกทุกรายละเอียดของ Honda CR-V โฉมใหม่ ว่าการปรับตัวครั้งใหญ่นี้จะตอบโจทย์การใช้งานจริงของครอบครัวยุคใหม่ได้ดีแค่ไหน สมรรถนะระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (AWD) ในแบบฉบับ e:HEV จะประหยัดและเร้าใจเพียงใด และคุ้มค่าไหมหากคุณกำลังมองหาเอสยูวีคู่ใจคันใหม่ในงบประมาณนี้… ไปติดตามกันเลยครับ!

มิติตัวถังและการออกแบบภายนอก

Honda CR-V e:HEV AWD มาพร้อมกับมิติตัวถังที่มีความยาว 4,694 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,865 มิลลิเมตร ความสูง 1,691 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,700 มิลลิเมตร และมีความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถ (Ground Clearance) อยู่ที่ 208 มิลลิเมตร

การออกแบบภายนอกโดดเด่นด้วยกระจังหน้าทรงหกเหลี่ยมขนาดใหญ่สีดำเงา (Gloss Black) ตกแต่งด้วยช่องระบายอากาศรังผึ้งขนาดใหญ่ พร้อมโลโก้รูปตัว H ตกแต่งเส้นสายสีฟ้า ซึ่งสะท้อนถึงขุมพลังขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า นอกจากนี้ บริเวณกันชนด้านล่างยังติดตั้งเทคโนโลยี Active Shutter Grille ที่สามารถเปิด-ปิดช่องระบายอากาศได้อัตโนมัติ เพื่อช่วยระบายความร้อนและเพิ่มประสิทธิภาพตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) ในส่วนของซุ้มกันชนและใต้ท้องรถ มีการออกแบบช่องพลาสติกสีดำด้านเพื่อช่วยจัดการทิศทางลมและระบายความร้อนเช่นกัน

ระบบไฟส่องสว่างภายนอกเป็นแบบ LED เต็มระบบ ประกอบด้วย:

  • ไฟหน้า: ดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว พร้อมระบบเปิด-ปิดไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ
  • ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่กลางวัน: (Daytime Running Light) แบบ LED
  • ไฟเลี้ยวหน้า: แบบ LED Sequencial (ไฟเลี้ยวแบบวิ่ง)
  • ระบบไฟหน้าอัจฉริยะ (Adaptive Driving Beam): ช่วยปรับองศาและแหวกแสงไฟหลบหลีกรถยนต์หรือวัตถุด้านหน้า เพื่อไม่ให้รบกวนสายตาผู้ร่วมทาง
  • ระบบไฟส่องสว่างด้านข้างขณะเลี้ยว (Active Cornering Light): ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ให้ปลอดภัยยิ่งขึ้นเมื่อใช้ความเร็วต่ำ
  • ไฟตัดหมอกและไฟสปอร์ตไลท์: แบบ LED
  • ระบบไฟส่วนท้าย: ไฟท้ายและไฟเบรก LED ดีไซน์รูปตัว L ขนาดใหญ่ แบ่งออกเป็น 2 ชิ้นอย่างลงตัว รวมถึงไฟเลี้ยว ไฟถอยหลัง และไฟตัดหมอกหลังที่เป็น LED ทั้งหมด

ด้านบนติดตั้งหลังคากระจก Panoramic Sunroof ขนาดใหญ่ คิ้วขอบประตูกระจกตกแต่งด้วยโครเมียมเงาวิ่งล้อมกรอบไปจนถึงเสา C ส่วนเสา B ตกแต่งด้วยวัสดุสีดำเงา ในส่วนของกระจกมองข้างซ่อนไฟเลี้ยว LED พร้อมติดตั้งกล้องมองภาพรอบคัน รวมถึงระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ทางด้านขวา ส่วนระบบปัดน้ำฝนเป็นแบบอัตโนมัติ (Rain Sensor) ที่ซ่อนหัวฉีดน้ำล้างกระจกแบบหลายทิศทางไว้บนก้านปัดน้ำฝน ตัวรถติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว ลาย 5 ก้าน ตกแต่งขอบโครเมียมเงาสลับสีดำเงา รัดด้วยยางขนาด 235/55 R19 พร้อมติดตั้งดิสเบรกขนาดใหญ่ทั้ง 4 ล้อ และมีทับทิมสะท้อนแสงสีเหลืองอมส้มบริเวณซุ้มล้อเพื่อเพิ่มความปลอดภัย

ขุมพลัง เทคโนโลยีไฮบริด และสมรรถนะการขับขี่

ยานยนต์คันนี้ขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริด e:HEV ทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุดรวม 207 แรงม้า โดยมอเตอร์ไฟฟ้าแรงขับเคลื่อนมีแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 335 นิวตันเมตร ที่ 0 ถึง 2,000 รอบต่อนาที จัดเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ความจุ 1.06 กิโลวัตต์ชั่วโมง ประกอบด้วยเซลล์แบตเตอรี่จำนวน 72 เซลล์ มีน้ำหนักเฉพาะตัวแบตเตอรี่ 36 กิโลกรัม โดยติดตั้งอยู่บริเวณใต้พื้นพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลัง

ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์อัตโนมัติ E-CVT ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ (Real-time AWD) ซึ่งสามารถกระจายแรงบิดระหว่างล้อหน้าและล้อหลังได้ตั้งแต่ อัตราส่วน 60:40 ไปจนถึงสูงสุดที่ 50:50 ตามสถานการณ์ของสภาพพื้นผิวถนน เช่น ทางลาดชันหรือทางขรุขระ โดยผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบการทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อได้จากหน้าจอมาตรวัด

การทำงานของเครื่องยนต์ไฮบริดแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่:

  • โหมดไฟฟ้าล้วน (EV Drive Mode): มอเตอร์ไฟฟ้าจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนรถยนต์โดยตรงในความเร็วต่ำ (เช่น การออกตัวจากที่พักอาศัย) โดยตัวรถจะมีความเงียบเป็นพิเศษ และมีการสังเคราะห์เสียงเตือนคนภายนอกอัตโนมัติขณะขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ
  • โหมดไฮบริด (Hybrid Drive Mode): เครื่องยนต์จะทำหน้าที่ปั่นกระแสไฟส่งต่อให้มอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ เพื่อประสานการทำงานในการขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพ
  • โหมดเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode): เครื่องยนต์จะส่งกำลังตรงไปยังล้อขับเคลื่อนในย่านความเร็วสูงเดินทางไกล

CR-V คันนี้รองรับโหมดการขับขี่ (Drive Mode) 3 รูปแบบ คือ Sport, Normal และ Econ (ประหยัดพลังงาน) ซึ่งหน้าจอมาตรวัดจะเปลี่ยนสีสันไปตามโหมดที่เลือก โดยในโหมด Sport รถยนต์จะสร้างเสียงสังเคราะห์เครื่องยนต์ผ่านลำโพงภายในห้องโดยสารเพื่อเพิ่มความเร้าใจ ด้านระบบบังคับเลี้ยวเป็นพวงมาลัยแบบ Dual Pinion พร้อมระบบผ่อนแรงไฟฟ้า (DP-EPS) และอัตราทดเฟืองแปรผัน (VGR) มีจำนวนรอบหมุนจากซ้ายสุดไปขวาสุด (Lock-to-lock) อยู่ที่ 2.4 รอบ มอบรัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.5 เมตร ระบบช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นแบบอิสระมัลติลิงก์ พร้อมเหล็กกันโคลง

อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอ้างอิงตามป้าย Eco Sticker อยู่ที่ 19.2 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) อยู่ที่ 124 กรัมต่อกิโลเมตร จากการทดสอบใช้งานจริงในเมืองด้วยโหมด Econ อัตราสิ้นเปลืองจะอยู่ราว 17.9 ถึง 18 กิโลเมตรต่อลิตร และในโหมด Normal ร่วมกับการเร่งแซงในย่านความเร็ว 80-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองจะอยู่ที่ประมาณ 17 กิโลเมตรต่อลิตรช่วงกลาง ซึ่งใกล้เคียงกับมาตรฐานที่โรงงานกำหนด

ความสะดวกสบายและฟังก์ชันการใช้งานภายในห้องโดยสาร

การเข้า-ออกตัวรถสะดวกสบายด้วยระบบกุญแจอัจฉริยะ (Comfort Access / Immobilizer) เพียงสอดมือเข้าที่มือจับประตูขณะพกเปิดกุญแจ ระบบจะปลดล็อคอัตโนมัติพร้อมสัญญาณไฟกะพริบ 3 ครั้งและเสียงเตือน ส่วนการล็อครถสามารถทำได้โดยการสัมผัสขีด 3 ขีดบนมือจับประตู ทั้งนี้ รถยนต์จะมาพร้อมกับกุญแจรีโมท 2 ดอก (ระบุหมายเลข 1 และ 2) ซึ่งจะทำงานเชื่อมโยงกับระบบบันทึกตำแหน่งที่นั่งของผู้ขับขี่ และมีกุญแจดีไซน์บางพิเศษในรูปแบบคีย์การ์ด (Smart Key Card) ให้อีก 1 ใบ

นอกจากนี้ รีโมทยังรองรับระบบสตาร์ทเครื่องยนต์และเปิดเครื่องปรับอากาศล่วงหน้าด้วยการกดปุ่ม Lock และตามด้วยปุ่ม Hold ค้างไว้ประมาณ 10 วินาที โดยรถยนต์จะกะพริบไฟและสตาร์ทเครื่องยนต์โดยที่ประตูยังคงล็อคอยู่ และสามารถดับเครื่องยนต์ได้ด้วยการกดปุ่ม Hold ซ้ำอีกครั้ง

เมื่อเปิดประตูเข้ามาภายในห้องโดยสาร การออกแบบแผงคอนโซลหน้าใช้วัสดุผิวสัมผัสนุ่ม (Soft Touch) ตกแต่งช่องแอร์ด้วยดีไซน์รังผึ้ง ในส่วนของมาตรวัดความนุ่มแข็งของพลาสติก แดชบอร์ดหน้ามีค่าอยู่ที่ 71 HA ในขณะที่แผงคอนโซลกลางใช้วัสดุแบบแข็ง มีค่าอยู่ที่ 107.5 HA พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนังปรับได้ 4 ทิศทาง (ขึ้น-ลง-เข้า-ออก)

ด้านซ้ายควบคุมระบบความบันเทิงและคำสั่งเสียง (รองรับ Siri) ด้านขวาควบคุมระบบความปลอดภัยและระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ เบาะนั่งฝั่งผู้ขับขี่เป็นเบาะหนังเจาะรูระบายอากาศ เดินด้ายสีแดง ปรับด้วยระบบไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมระบบดันหลังไฟฟ้า ส่วนเบาะนั่งฝั่งผู้โดยสารตอนหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง พื้นที่เหนือศีรษะ (Headroom) ด้านหน้าอยู่ที่ 89 เซนติเมตร และพื้นที่วางขา (Legroom) จากพนักพิงถึงคอนโซลหน้าอยู่ที่ 78 เซนติเมตร

ระบบปรับอากาศเป็นแบบแยกอิสระซ้าย-ขวา พร้อมโหมด Max Cool และติดตั้งระบบฟอกอากาศ Plasma Cluster ของ SHARP ที่ช่วยกรองฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 คอนโซลกลางติดตั้งช่องเชื่อมต่อ USB-A (สำหรับเล่นไฟล์เพลง), USB-C, ช่องจ่ายไฟสำรอง 12 โวลต์ (Power Outlet), แท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย (Wireless Charger), ปุ่มเบรกมือไฟฟ้า และระบบ Auto Brake Hold รวมถึงที่วางแก้วน้ำ 2 ตำแหน่งขนาดใหญ่ และกล่องเก็บของคอนโซลกลางที่มีความลึกพร้อมถาดแบ่งสัดส่วนที่ปรับตำแหน่งได้ตามต้องการ

พื้นที่ผู้โดยสารตอนหลังและพื้นที่บรรทุกสัมภาระ

จุดเด่นสำคัญของ Honda CR-V คือ ประตูผู้โดยสารตอนหลังที่สามารถเปิดได้กว้างเกือบ 90 องศา ช่วยให้การเข้า-ออกตัวรถ หรือการขยับขยายพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุทำได้อย่างสะดวก ตัวเบาะนั่งแถวที่ 2 แยกปรับพับแบบ 60:40 และสามารถเลื่อนสไลด์หน้า-หลังได้จนสุดเพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้าย หรือปรับเอนพนักพิงลงได้ในระดับที่เหมาะสมสำหรับการนอนพักผ่อน

พื้นที่ห้องโดยสารตอนหลังมีความกว้างขวาง โดยมีพื้นที่เหนือศีรษะ (Headroom) อยู่ที่ 94 เซนติเมตร และพื้นที่วางขา (Legroom) อยู่ที่ 76 เซนติเมตร บริเวณแผงประตูตกแต่งด้วยสีดำเงา Piano Black อลูมิเนียมขัดเงา และไฟสร้างบรรยากาศ (Ambient Light) พร้อมติดตั้งลำโพงคุณภาพสูง แผงควบคุมกระจกหน้าต่างด้านหลังเป็นระบบอัตโนมัติ One-Touch ทั้งหมดพร้อมระบบกันหนีบ (Safety)

นอกจากนี้ ยังมีช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ช่องเชื่อมต่อ USB-C จำนวน 2 ตำแหน่ง พนักวางแขนตรงกลางพร้อมที่วางแก้วน้ำ และไฟส่องสว่างบนหลังคา LED แบบสัมผัส เข็มขัดนิรภัยสำหรับผู้โดยสารตอนหลังติดตั้งมาให้ครบครัน 3 ตำแหน่ง (ดึงลงมาจากเพดานสำหรับที่นั่งตรงกลาง)

พื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถในรุ่น 5 ที่นั่งนี้ มีความจุอยู่ที่ 589 ลิตร โดยมีพื้นราบเรียบเสมอกันเนื่องจากไม่มีเบาะนั่งแถวที่ 3 เมื่อวัดความยาวจากขอบฝากระโปรงท้ายถึงพนักพิงเบาะแถวหน้าสุด (กรณีพับเบาะหลังยาว) จะมีความยาวสูงสุดถึง 2 เมตร 60 เซนติเมตร และมีความยาวจากขอบท้ายถึงเบาะนั่งแถวที่สองอยู่ที่ 1 เมตร บริเวณห้องสัมภาระติดตั้งช่องจ่ายไฟสำรอง ลำโพงซับวูฟเฟอร์ และชุดซ่อมยางชั่วคราว (เนื่องจากพื้นที่ด้านล่างถูกใช้จัดเก็บแบตเตอรี่ไฮบริด จึงไม่มีการติดตั้งยางอะไหล่มาให้)

ฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า รองรับการใช้งาน 3 รูปแบบ:

  1. สั่งการผ่านรีโมทหรือสวิตช์บริเวณฝั่งผู้ขับขี่
  2. ระบบเตะเปิดอัตโนมัติ (Hands-Free Power Tailgate / Kick Sensor)
  3. ระบบปิดอัตโนมัติเมื่อเดินห่างจากตัวรถ (Walk Away Close): โดยต้องพกกุญแจรีโมทไว้กับตัว เมื่อหยิบสัมภาระเสร็จและเดินห่างออกจากตัวรถ ฝาท้ายจะปิดและล็อครถให้อัตโนมัติ

นอกจากนี้ ฝากระโปรงท้ายยังมีระบบกันหนีบ และสามารถตั้งระดับความสูงของการเปิดได้ตามความสูงของเพดานโรงจอดรถ โดยการปรับระดับที่ต้องการแล้วกดปุ่มปิดฝาท้าย (ไอคอนรูปตัวรถด้านซ้าย) ค้างไว้จนกว่าจะมีสัญญาณเสียงเตือน

ระบบความบันเทิง (Infotainment) และหน้าจอแสดงผล

Honda CR-V e:HEV ติดตั้งหน้าจอแสดงผลหลัก 2 ส่วน:

1. หน้าจอระบบสัมผัส Advanced Touch ขนาด 9 นิ้ว

รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay แบบไร้สาย และ Android Auto รวมถึงระบบสั่งการอัจฉริยะ Honda Connect ที่เชื่อมต่อรถยนต์เข้ากับสมาร์ทโฟน ภายในเมนูหลักประกอบด้วยระบบนำทาง (Navigation), เครื่องเล่นวิทยุ FM/AM, คู่มือการใช้งานรถยนต์อิเล็กทรอนิกส์แบบละเอียด และการปรับตั้งค่าระบบเสียงของตัวรถแยกตามฟังก์ชัน (เช่น เสียงนำทาง, เสียงโทรศัพท์) โดยระบบเครื่องเสียงมาพร้อมกับโทนเสียงที่ปรับแต่งได้ละเอียด (ทุ้ม, กลาง, แหลม) ระบบโซนเสียง Balance และระบบเสียงรอบทิศทาง Bose Dynamic

หน้าจอนี้ยังใช้ปรับตั้งค่ากล้องมองภาพรอบคัน ที่สามารถเปิดเส้นกะระยะ (Grid Lines) และตั้งค่าให้กล้องแสดงภาพอัตโนมัติเมื่อเซนเซอร์ตรวจจับสิ่งกีดขวางในขณะถอยหลัง รวมถึงการตั้งค่าระบบแสดงภาพมุมอับสายตา (Honda LaneWatch) ที่สามารถเลือกเปิด-ปิด หรือตั้งค่าการหน่วงเวลาแสดงภาพหลังจากคืนพวงมาลัยได้ 2 วินาที หากผู้ขับขี่ไม่ต้องการให้แสงหน้าจอรบกวนสายตาขณะขับขี่เวลากลางคืน สามารถสั่งปิดหน้าจอแสดงผลโดยที่ระบบเสียงยังคงทำงานตามปกติได้ ผ่านปุ่มควบคุมแบบ Direct Touch ด้านข้างจอ

2. หน้าจอมาตรวัด full TFT ขนาด 10.2 นิ้ว

แสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ สามารถเลือกรูปแบบการแสดงผลได้ทั้งแบบมาตรฐานและแบบคลีน (Clean Style) ที่ดูทันสมัย สะอาดตา โดยฝั่งซ้ายของจอจะแสดงมาตรวัดระดับพลังงานแบตเตอรี่ไฮบริด (L – F) และสัมพันธ์กับลูกกลิ้งควบคุมบนพวงมาลัยฝั่งซ้ายเพื่อเลือกดูข้อมูลความบันเทิง

ส่วนฝั่งขวาจะแสดงมาตรวัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิง (E – F) พร้อมสัญลักษณ์ลูกศรชี้ไปทางซ้ายเพื่อแจ้งตำแหน่งฝาถังน้ำมันด้านหลังซ้าย และสัมพันธ์กับลูกกลิ้งควบคุมบนพวงมาลัยฝั่งขวาเพื่อเลือกดูข้อมูลการทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ, ทิศทางเข็มทิศ หรือค่าเฉลี่ยการขับขี่ (Trip A/B, อัตราสิ้นเปลืองรวม, ระยะทางที่วิ่งได้จากน้ำมันที่เหลือ)

เทคโนโลยีความปลอดภัยและการขับสอบ

รถยนต์รุ่นนี้ติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ซึ่งทำงานผ่านกล้องหน้า เรดาร์ตรวจจับ และเซนเซอร์รอบคัน โดยระบบสำคัญประกอบด้วย:

  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control – ACC): รองรับการทำงานจนถึงจุดหยุดนิ่งและปรับความเร็วตามรถคันหน้าในความเร็วต่ำ (Low-Speed Follow) สามารถตั้งค่าความเร็วได้ตั้งแต่ 30 ถึง 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ปรับระยะห่างจากรถคันหน้าได้ 4 ระดับ โดยการเพิ่ม-ลดความเร็วสามารถควบคุมผ่านก้านสวิตช์บนพวงมาลัย (กดค้างเพิ่มครั้งละ 10 กม./ชม.) ระบบทำงานได้อย่างนุ่มนวลและมีระบบแจ้งเตือนด้วยสัญญาณไฟเขียวและข้อความบนหน้าจอเมื่อรถคันหน้าออกตัว
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System – LKAS / LSF): ช่วยประคองพวงมาลัยให้รถอยู่ในเลน พร้อมสัญญาณเตือนและการสั่นที่พวงมาลัยหากตัวรถเริ่มเบี่ยงออกนอกเลน
  • ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System – CMBS): หากระบบตรวจพบความเสี่ยงในการชนด้านหน้า จะแจ้งเตือนด้วยภาพบนหน้าจอมิเตอร์และส่งเสียงเตือน หากผู้ขับขี่ไม่ตอบสนอง ระบบจะทำการเบรกโดยอัตโนมัติ
  • ระบบตรวจจับความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ (Driver Attention Monitor): สมองกลจะตรวจจับพฤติกรรมการควบคุมพวงมาลัย หากพบอาการส่ายไปมาหรือขับขี่ต่อเนื่องเป็นเวลานานเกิน 30 นาที จะแสดงสัญลักษณ์รูปถ้วยกาแฟ พร้อมส่งเสียงเตือนและสั่นที่พวงมาลัย
  • ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control – HDC): ควบคุมความเร็วคงที่ขณะลงทางชันได้ในช่วง 1 ถึง 12 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  • ระบบป้องกันการลื่นไถล (Vehicle Stability Assist – VSA): สามารถเลือกปิดระบบได้ผ่านปุ่มกดในกรณีที่รถติดหล่มเพื่อให้ล้อส่งกำลังตะกุยดินขึ้นมาได้
  • เทคโนโลยีลดเสียงรบกวน (Active Noise Control – ANC): ระบบจะปล่อยสัญญาณเสียงหักล้างคลื่นความถี่รบกวนจากภายนอก เพื่อสร้างความเงียบสงบภายในห้องโดยสาร
  • หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า (Head-up Display – HUD): แสดงผลข้อมูลความเร็ว, ระบบนำทาง และระบบช่วยเหลือการขับขี่ (Driving Assist) โดยตรงในระดับสายตา สามารถปรับตำแหน่งสูง-ต่ำ และความสว่างให้เข้ากับสรีระของผู้ขับขี่ได้
  • ระบบหน่วงความเร็วที่พวงมาลัย (Deceleration Paddle Selectors): แป้นควบคุมบริเวณพวงมาลัย (ฝั่งซ้ายลบ/ฝั่งขวาบวก) ทำหน้าที่ปรับระดับความหน่วงของมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อชะลอความเร็วรถแทนการเหยียบเบรก โดยเฉพาะเมื่อปรับเกียร์ไปตำแหน่ง B (เกียร์ต่ำสำหรับลงทางลาดชัน) จะช่วยชาร์จกระแสไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ได้ดียิ่งขึ้น
  • ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง (TPMS): เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ ควรตั้งค่าแรงดันลมยางตามมาตรฐานโรงงานที่ระบุไว้บริเวณเสา B คือ ล้อหน้าและล้อหลังเท่ากันที่ 33 PSI

บทสรุปการรีวิว

Honda CR-V e:HEV AWD (รุ่น 5 ที่นั่ง) เป็นรถยนต์เอสยูวีที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความประหยัดเชื้อเพลิงควบคู่ไปกับพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางอเนกประสงค์สำหรับสมาชิกในครอบครัว ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full-Time มอบสมรรถนะการเดินทางที่หลากหลาย โครงสร้างระบบช่วงล่างมีความนุ่มนวล ไม่โคลงหรือกระด้างจนเกินไป ช่วยให้ผู้โดยสารตอนหลังรวมถึงผู้สูงอายุนั่งสบายโดยไม่มีอาการเวียนศีรษะ ข้อจำกัดสำคัญมีเพียงการไม่มีระบบเตือนจุดอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Monitor) มาให้ โดยมีเพียงระบบ Honda LaneWatch เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคัน ฟังก์ชันความสะดวกสบายที่ครบครัน และเบาะนั่งที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรม (Activity) ได้หลากหลาย ทำให้รถยนต์คันนี้เป็นตัวเลือกที่โดดเด่นและคุ้มค่าในเซกเมนต์

จากการเปรียบเทียบข้อมูล Honda CR-V รุ่น 2023 เปิดตัว กับ Honda CR-V Minorchange ปี 2025 มีการเปลี่ยนแปลงและอัปเกรดออปชันที่น่าสนใจในหลายๆ จุด เพื่อลบจุดสังเกตเดิมและเพิ่มความคุ้มค่าขึ้นอย่างชัดเจน โดยมีรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงดังนี้ครับ

1. การปรับรุ่นย่อยและขุมพลัง

  • ยกเลิกเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 TURBO: ในรุ่นปี 2025 จะเหลือเพียงขุมพลัง e:HEV (2.0 ลิตร Hybrid) เท่านั้น
  • เพิ่ม 2 รุ่นย่อยใหม่:
    • e:HEV HuNT: รุ่นตกแต่งสไตล์ลุย/แคมป์ปิ้ง มาพร้อมชุดเสริมหลังคาคู่ บันไดข้าง และการตกแต่งภายนอกด้วยสีทองแดง (Glossy Copper)
    • e:HEV RS 2WD: ขยายทางเลือกสำหรับคนที่ชอบดีไซน์สปอร์ตของรุ่น RS แต่ต้องการระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ

2. ระบบความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการขับขี่ (อัปเกรดใหญ่)

  • ยกเลิก Honda LaneWatch และเปลี่ยนเป็น BSI: จากเดิมที่เป็นกล้องแสดงภาพมุมอับสายตาเฉพาะฝั่งซ้าย ในรุ่น Minorchange ปี 2025 ได้ยกเลิกหน้าจอนี้ออก แล้วเปลี่ยนมาใช้ ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information: BSI) เป็นไฟเตือนที่กระจกมองข้างทั้ง 2 ฝั่ง (ซ้าย-ขวา) ติดตั้งมาให้ ในทุกรุ่นย่อย
  • เพิ่มระบบ CTM: เพิ่มระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor: CTM) ในทุกรุ่นย่อย
  • เพิ่มเซนเซอร์กะระยะ: ติดตั้งเซนเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด และหลัง 4 จุด มาให้ตั้งแติตัวเริ่มต้น (ทุกรุ่นย่อย)
  • เพิ่มโหมดการขับขี่ Individual: จากเดิมที่มีโหมด Sport, Normal, Econ ในรุ่นปี 2025 จะเพิ่มโหมด Individual เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถแยกปรับตั้งค่าการตอบสนองของพวงมาลัย เครื่องยนต์ หรือหน้าจอได้ตามใจชอบ

3. ฟังก์ชันและเทคโนโลยีภายในห้องโดยสาร

  • มาตรวัด Full TFT 10.2 นิ้วในทุกรุ่นย่อย: จากเดิมที่หน้าจอขนาดใหญ่ตัวนี้จะมีเฉพาะในรุ่นท็อปๆ ในรุ่นปี 2025 จะได้หน้าจอมาตรวัดดิจิทัลขนาด 10.2 นิ้วเป็นมาตรฐานในทุกรุ่น
  • ใส่ Google Built-in: เพิ่มแอปและบริการของ Google มาให้ในระบบสาระบันเทิงทุกรุ่นย่อย
  • ระบบ Digital Key: อัปเกรดระบบเชื่อมต่อ Honda CONNECT ให้รองรับเทคโนโลยีการใช้สมาร์ทโฟนแทนกุญแจรถ (Digital Key) ในทุกรุ่นย่อย
  • กระจายออปชันหรูลงมารุ่นกลาง (ตั้งแต่รุ่น e:HEV ES ขึ้นไป):
    • เพิ่ม ระบบระบายอากาศเบาะนั่งคู่หน้า (Ventilation Seats)
    • เพิ่ม ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง BOSE 12 ตำแหน่ง (จากเดิมที่จะล็อกออปชันนี้ไว้เฉพาะในรุ่นท็อป RS เท่านั้น)

4. การตกแต่งภายนอกและภายใน

  • รุ่น e:HEV RS: ปรับการตกแต่งภายนอกเป็นสีดำเงา (Gloss Black) มากขึ้น ส่วนภายในเปลี่ยนวัสดุตกแต่งเป็นสีเงินอลูมิเนียมรมดำ ลาย Hairline พร้อมเพิ่มสัญลักษณ์โลโก้ RS ปั๊มบนเบาะนั่งคู่หน้าเพื่อเพิ่มความสปอร์ตพรีเมียม
  • เพิ่มสีตัวถังใหม่: เพิ่มสีเทาเออร์เบิน (Urban Gray Pearl) เป็นไฮไลท์เฉพาะในรุ่น e:HEV RS และ e:HEV RS AWD
Honda-CR-V-e-HEV-RS-AWD-Exterior-3 2025
Honda-CR-V-e-HEV-RS-AWD-Exterior-3 2025

สรุปภาพรวม: หากเทียบกับรุ่นปัจจุบัน รถปี 2025 ถือว่าแก้จุดด้อยในเรื่องระบบเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (BSI) ได้ดีขึ้นมาก และจัดเต็มออปชันความสะดวกสบาย เช่น ลำโพง BOSE, เบาะเป่าลม, เซนเซอร์รอบคัน และหน้าจอมาตรวัดขนาดใหญ่ 10.2 นิ้ว ลงมาให้ในรุ่นย่อยระดับกลางๆ (ES) โดยไม่ต้องขยับไปซื้อรุ่นท็อปสุดอีกต่อไปครับ

ราคาอย่างเป็นทางการ Honda CR-V Minorchange

CR-V e:HEV E : 1,399,000 บาท

CR-V e:HEV ES : 1,549,000 บาท

CR-V e:HEV HuNT : 1,599,000 บาท (NEW)

CR-V e:HEV RS 2WD : 1,659,000 บาท (NEW)

CR-V e:HEV AWD : 1,729,000 บาท

ติดตามเนื้อหาและบททดสอบรถยนต์ (Twin Test / Group Test) ส่งตรงจากประเทศอังกฤษ เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ Whatcar.co.th หรือช่อง YouTube WHATCAR? Thailand หากมีความคิดเห็นเพิ่มเติมสามารถร่วมคอมเมนต์แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้

Tags: Honda CR-VHonda CR-V e:HEV RSHonda CR-V e:HEV RS 4WDHonda CR-V e:HEV RS 4WD 2023Honda CR-V e:HEV RS 4WD 2025

Related Posts

Reviews

รีวิว Mercedes-EQE 300

Reviews

รีวิว Mercedes-Benz EQS 450+ AMG Dynamic

รีวิว Mercedes-Benz V 300 d Exclusive (รุ่นปี 2024-2025)
Reviews

รีวิว Mercedes-Benz V 300 d Exclusive (รุ่นปี 2024-2025)

Kia PV5 front cornering
Reviews

รีวิว Kia PV5 Cargo

Honda Super-N (ในไทยคือรุ่น Super-One) front still
Reviews

รีวิว Honda Super-N, Super-One

Mercedes-Benz VLE 2026 driving front left
Reviews

รีวิว Mercedes-Benz VLE 2026

Leave Comment
  • BMW 530e M Sport 2022 (LCI) รุ่น MinorChange แรงพร้อมแซงในแบบรถหรู ด้วยกำลัง 292 แรงม้า

    1057 shares
    Share 423 Tweet 264
  • ครั้งแรกกับ Mercedes-Benz C220d 2022 AMG Dynamic เรียบหรูสไตล์ Benz แต่เสริมหล่อด้วยความสปอร์ต

    1045 shares
    Share 418 Tweet 261
  • [First Drive] Honda City SV รุ่นรองท็อป ขับดี พลังเกินตัว เพิ่มออปชั่นหน่อยจะดีมาก

    4586 shares
    Share 1834 Tweet 1146
  • NEW MG VS HEV แบ่งออกเป็น รุ่น D และรุ่น X ราคาเริ่มต้น 859,000 – 919,000 บาท

    1037 shares
    Share 415 Tweet 259
  • Toyota C-HR HEV GR Sport 2022 ใหม่ ปรับปรุงการออกแบบทั้งภายนอก และภายในภายใต้แนวคิด GR Sport  

    1036 shares
    Share 414 Tweet 259


What Car? Thailand

What Car? ก่อตั้งในอังกฤษปี 1973 เป็นสื่อยานยนต์ที่ทรงอิทธิพลและได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากผู้ซื้อรถยนต์มากว่า 5 ทศวรรษ โดดเด่นในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านคำแนะนำเพื่อการซื้อรถอย่างคุ้มค่า พร้อมการันตีด้วยรางวัลระดับโลกอย่าง What Car? Car of the Year Awards

 

Follow us

Categories

  • Advice
  • Awards
  • Cars
  • Comparison
  • Feature
  • First Drive
  • Insights
  • New Car
  • News
  • PR
  • Reviews
  • Road Test
  • Road Trips
  • Tip Technic
  • Uncategorized
  • Your Cars

Instagram

  • Mercedes-EQE 300 https://s.whatcar.co.th/ioeHGu
  • ◤ตู้เซฟเคลื่อนที่หัวใจดีเซล พกความหรูระดับคฤหาสน์และช่วงล่างหนึบสลัดภาพตู้ย้วย
.
◤สลัดภาพจำตู้ขนส่งพาณิชย์เดิมๆ ทิ้งไปเพราะนี่คือ Mercedes-Benz V300d Exclusive นิยามใหม่แห่งรถยนต์ MPV ระดับพรีเมียมไซส์ Extra Long ลืมเครื่องยนต์เบนซินกินน้ำมันไปได้เลย เพราะคันนี้ยัดขุมพลังดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร 237 แรงม้า แรงบิดมหาศาล 500 นิวตันเมตร พกพาช่วงล่างถุงลม AirMatic ที่ให้ฟีลลิงหนึบแน่นสไตล์ยุโรป มอบสมรรถนะการเดินทางไกลระดับบิสซิเนสคลาส พร้อมยกระดับบารมีนายกให้โดดเด่นตระการตาบนท้องถนนเมืองไทย
.
อ่านเพิ่มเติม https://s.whatcar.co.th/r2Q16p
#MercedesBenz #V300d #Exclusive
  • รีวิว Mercedes-Benz EQS 450+ AMG Dynamic https://s.whatcar.co.th/EjPcPH
  • 🚗⚡ เปิดตัว MINI Aceman SE รุ่นพิเศษ 3 คอลเลกชันใหม่ในไทย! จำกัดเพียง 130 คันเท่านั้น
.
มินิ ประเทศไทย เผยโฉมรถยนต์ไฟฟ้าครอสโอเวอร์ **MINI Aceman SE (EV 100%)** รุ่นพิเศษสะท้อนตัวตนคนเมือง ภายใต้แนวคิด *‘Shade of Urban Living’* เปิดตัวพร้อมกัน 3 รุ่นย่อยในจำนวนจำกัด:
.
🔹 Multitone Collection (ราคา 1,799,000 บาท | จำกัด 50 คัน)
สายดีไซน์โดดเด่นด้วยสี *Indigo Sunset Blue* และหลังคา *Multitone Roof* ไล่เฉดสีแบบพ่น wet-on-wet ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำใคร พร้อมเบาะนวด Active Seat
.
🔹 Shadow Collection (ราคา 1,999,000 บาท | จำกัด 50 คัน)
สายเข้มสุดเรียบหรูมาในโทนสีดำล้วน *Midnight Black* พร้อมหลังคา Panorama Roof, ล้อ JCW Slide Spoke 18 นิ้ว และออปชันช่วยเหลือการขับขี่แบบจัดเต็ม
.
🔹 JCW Collection (ราคา 2,099,000 บาท | จำกัด 30 คัน)
สายสปอร์ตเต็มขั้น ตัวถังมีให้เลือก 3 สี (*Legend Grey, Nanuq White, Melting Silver*) พร้อมล้อทูโทน 19 นิ้ว ชุดแต่งสปอร์ต JCW และ Head-up Display
.
--------
.
⚙️ สเปกและสมรรถนะสำคัญ:
• มอเตอร์ไฟฟ้า: 218 HP (แรงม้า) / ขับเคลื่อนล้อหน้า
• อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.:** 7.1 วินาที
• แบตเตอรี่: ความจุ 54.2 kWh
• ระยะทางขับขี่: สูงสุด 405 กม. (มาตรฐาน WLTP)
• การชาร์จ DC (10-80%): ใช้เวลาเพียง 31 นาที (รองรับสูงสุด 95 kW)
.
📅 สัมผัสคันจริงและจับจองได้ที่:
งาน MINI Expo 2026 วันที่ 21–31 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเมกาบางนา หรือโชว์รูม MINI ทั่วประเทศ
อ่านเพิ่มเตืม [ https://s.whatcar.co.th/wxf6gc ]
#MINIAcemanSE #MINIThailand #รถยนต์ไฟฟ้า #MINI
  • Mercedes C-Class ปรับโฉมใหม่แล้ว! 👀
🔥 กำลังสูงสุด 349 แรงม้า
👋 ลาก่อนเครื่องยนต์ดีเซล
✅ มีให้เลือกทั้งแบบซีดานและสเตชั่นแวกอน
🤖 ระบบอินโฟเทนเมนต์ใหม่ขับเคลื่อนด้วย AI
💷 ราคาเริ่มต้นที่ 46,995 ปอนด์ (ประมาณ 2,103,200 บาท)
  • 🏎️ Spyker หวนคืนวงการซูเปอร์คาร์! พร้อมชุบชีวิต C8 Preliator XXV และเดินหน้าโปรเจกต์ SUV ในตำนาน**
.
◤ หากย้อนไปยุครายการ ทไวไลท์โชว์ คนไทยคงจำภาพ Spyker แบรนด์รถสปอร์ตทำมือสุดหรูระดับอัลตร้าลักชัวรีจากเนเธอร์แลนด์ ผ่านการนำเข้าของ ‘คุณตั๋ม - วิชชุดา ลีนุตพงษ์’ ผู้บริหารหญิงเก่งที่สร้างกระแสฮือฮาในวงการด้วยการคัสตอมห้องโดยสารร่วมกับ Louis Vuitton
.
◤ ล่าสุด Spyker พร้อมกลับมาผงาดอีกครั้ง หลังผ่านมรสุมล้มละลาย โดยได้แรงสนับสนุนจากมหาเศรษฐีคริปโตฯ ชาวยูเครน และประเดิมยุคใหม่ด้วย C8 Preliator XXV Coupé
--------
ไฮไลต์สำคัญของ C8 Preliator XXV:
.
◤ พละกำลังจัดเต็ม: เครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ 800 HP (แรงม้า) แรงบิด 1,000 นิวตันเมตร เกียร์ธรรมดา 6 สปีด ทำความเร็วสูงสุดได้กว่า 349 กม./ชม.
.
◤ วิศวกรรมระดับท็อป: ใช้แชสซีส์สเปซเฟรมอะลูมิเนียมที่ประกอบขึ้นในเมืองคอเวนทรี ประเทศอังกฤษ ศูนย์กลางวิศวกรรมยานยนต์ระดับโลก
.
◤ ดีไซน์กลิ่นอายการบิน: ล้อลายใบพัด ไฟท้ายทรงท่อจุดระเบิดเครื่องบินเจ็ท พร้อมฟังก์ชัน
  • แนะนำการเลือกซื้อ Honda Super-One 🚗😆
#Honda #SuperOne #SuperN #WhatCarThailand
  • EU บังคับใช้กฎระเบียบยานพาหนะหมดอายุ (ELV) ปรับอุตสาหกรรมยานยนต์สู่เศรษฐกิจหมุนเวียน คำถามคือประเทศไทยพร้อมแค่ไหน?

อ่านเพิ่มเติมhttps://s.whatcar.co.th/7t5kOA
#ElectricCar #ELVEU #WhatCarThailand
  • 📌 รีวิว Mercedes-Benz V 300 d Exclusive ตู้เซฟเคลื่อนที่หัวใจดีเซล พกความหรูระดับคฤหาสน์และช่วงล่างหนึบสลัดภาพตู้ย้วย
📌 สลัดภาพจำตู้ขนส่งพาณิชย์เดิมๆ ทิ้งไป เพราะนี่คือ Mercedes-Benz V 300 d Exclusive นิยามใหม่แห่งรถยนต์ MPV ระดับพรีเมียมไซส์ Extra Long ลืมเครื่องยนต์เบนซินกินน้ำมันไปได้เลย เพราะคันนี้ยัดขุมพลังดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร 237 แรงม้า แรงบิดมหาศาล 500 นิวตันเมตร พกพาช่วงล่างถุงลม AirMatic ที่ให้ฟีลลิงหนึบแน่นสไตล์ยุโรป มอบสมรรถนะการเดินทางไกลระดับบิสซิเนสคลาส
📌 สนนราคาค่าตัวในประเทศไทยที่ 5,820,000 บาท พร้อมยกระดับบารมีประธานบริษัทให้โดดเด่นตระการตาบนท้องถนนเมือง
อ่านต่อ [https://s.whatcar.co.th/r2Q16p]
#whatcarthailand #MercedesBenz #V300dExclusive #MPV

Newsletter

© 2026 What Car? Thailand - Designed by Coinfinity Power.

 
  • About
  • Advertise
  • Terms & Conditions
  • Privacy & Policy
  • Team
  • Contact

Welcome Back!

Login to your account below

Forgotten Password?

Retrieve your password

Please enter your username or email address to reset your password.

Log In

Add New Playlist

No Result
View All Result
  • Home
  • Reviews
    • First Drive
    • Road Test
    • Road Trips
    • Comparison
  • New Car
  • Awards
  • Column
    • Editor’s Talk
    • Insights
    • Your Cars
    • Feature
    • Advice
    • Tip Technic
  • News
    • PR
    • CSR
  • About
  • Contact

© 2026 What Car? Thailand - Designed by Coinfinity Power.

This website uses cookies. By continuing to use this website you are giving consent to cookies being used. Visit our Privacy and Cookie Policy.