• About
  • Advertise
  • Terms & Conditions
  • Privacy & Policy
  • Team
  • Contact
What Car? Thailand
  • Home
  • Reviews
    • First Drive
    • Road Test
    • Road Trips
    • Comparison
  • New Car
  • Awards
  • Column
    • Editor’s Talk
    • Insights
    • Your Cars
    • Feature
    • Advice
    • Tip Technic
  • News
    • PR
    • CSR
  • About
  • Contact
No Result
View All Result
  • Home
  • Reviews
    • First Drive
    • Road Test
    • Road Trips
    • Comparison
  • New Car
  • Awards
  • Column
    • Editor’s Talk
    • Insights
    • Your Cars
    • Feature
    • Advice
    • Tip Technic
  • News
    • PR
    • CSR
  • About
  • Contact
No Result
View All Result
What Car? Thailand
No Result
View All Result
Home Feature

ถอดบทเรียน NETA ในประเทศไทย และอัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

What Car? Team by What Car? Team
June 4, 2026
in Feature, Insights
A A
ถอดบทเรียน NETA ในประเทศไทย และอัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

ถอดบทเรียน NETA ในประเทศไทย และอัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

Share on FacebookShare on TwitterShare on Line

กรณีศึกษาของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า NETA (เนต้า) ในประเทศไทย นับเป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนถึงการแข่งขันอันดุเดือดในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ความเปราะบางของกลยุทธ์สงครามราคา และความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายและนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ

สรุปอัปเดตสถานการณ์ปัจจุบันของ NETA ในประเทศไทย

จากรายงานข่าวของสำนักข่าวและหน่วยงานตรวจสอบ สถานการณ์ของ NETA ในประเทศไทยเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทแม่ (Hozon Auto) ในประเทศจีน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

1. มาตรการทางกฎหมายจากกรมสรรพสามิต

กรมสรรพสามิตดำเนินมาตรการทางกฎหมายเพื่อเรียกคืนเงินอุดหนุนตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV 3.0) เนื่องจากบริษัทไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศชดเชยการนำเข้าตามสัดส่วนที่กำหนด (เงื่อนไขการผลิตชดเชย 1:1 หรือ 1:2) แม้จะมีการตั้งโรงงานรับจ้างผลิต (ประกอบ) ร่วมกับพันธมิตรในไทย แต่สายการผลิตกลับหยุดชะงักอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาครัฐต้องดำเนินการสืบทรัพย์สินภายในประเทศและบังคับใช้หลักประกันธนาคาร (Bank Guarantee) เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ

2. การคุ้มครองผู้บริโภคโดย สคบ. และสภาองค์กรของผู้บริโภค

ปัญหากลยุทธ์การลดราคาอย่างรุนแรง (Fire Sale) เพื่อระบายสต็อกสินค้า รวมถึงปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนอะไหล่และศูนย์บริการที่ทยอยปิดตัว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค

  • สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.): ได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับความล่าช้าในการส่งมอบป้ายทะเบียนขาว และการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการรับประกัน (เช่น การจำหน่ายรถราคาต่ำโดยตัดสิทธิ์การประกันภัยและวารันตีแบตเตอรี่)
  • สภาองค์กรของผู้บริโภค: เข้ามามีบทบาทในการรวบรวมรายชื่อผู้เสียหายเพื่อเตรียมดำเนินคดีแบบกลุ่ม (Class Action) ในกรณีที่ผู้บริโภคไม่สามารถใช้สิทธิ์การรับประกันตัวรถ หรือได้รับผลกระทบจากมูลค่าสินทรัพย์ (Resale Value) ที่ลดลงอย่างไม่เป็นธรรม ตลอดจนการประสานงานช่วยเหลือร่วมกับสถาบันการเงิน (ไฟแนนซ์) สำหรับผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อน

ถอดบทเรียนเชิงโครงสร้าง 3 ภาคส่วน

1. บทเรียนสำหรับภาครัฐ (Government Perspective)

  • การปรับปรุงเกณฑ์เงินอุดหนุน: มาตรการสนับสนุนในระยะถัดไป (เช่น EV 3.5) จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจากการจ่ายเงินอุดหนุนล่วงหน้าเต็มจำนวน ไปเป็นการทยอยจ่ายตามยอดการผลิตจริงในประเทศ เพื่อป้องกันความเสี่ยงกรณีค่ายรถไม่สามารถปฏิบัติตามพันธสัญญาการผลิตชดเชย
  • กลไกการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ: การกำหนดวงเงินค้ำประกัน (Bank Guarantee) ต้องสอดคล้องกับความเสี่ยงและทุนจดทะเบียนของบริษัท เพื่อไม่ให้ภาระความเสียหายตกอยู่กับงบประมาณแผ่นดินและประชาชนเมื่อเกิดปัญหาสภาพคล่อง

2. บทเรียนสำหรับผู้บริโภค (Consumer Perspective)

  • มูลค่ารวมในการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership): การเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าไม่สามารถพิจารณาเพียงแค่ “ราคาขายหน้าโชว์รูม” หรือ “สเปกเทคนิค” แต่ต้องประเมินถึงความมั่นคงทางการเงินของบริษัทแม่ เครือข่ายศูนย์บริการ และความพร้อมของซัพพลายเชนอะไหล่ในระยะยาว 2-5 ปี
  • ความเสี่ยงด้านการประกันภัย: รถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่มีการรับประกันระบบแบตเตอรี่จากโรงงาน ถือเป็นความเสี่ยงสูงที่ผู้บริโภคไม่ควรแบกรับ เนื่องจากค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่เมื่อเกิดความเสียหายมีสัดส่วนสูงถึง 50-70% ของมูลค่าตัวรถ

3. บทเรียนสำหรับตัวแทนจำหน่ายและดีลเลอร์ (Dealer Perspective)

  • การบริหารความเสี่ยงจากการพึ่งพาแบรนด์เดียว (Single Brand Risk): กลุ่มทุนดีลเลอร์ในไทยหันมาปรับกลยุทธ์โดยไม่ผูกติดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง เพื่อกระจายความเสี่ยงหากแบรนด์หลักประสบปัญหาสภาพคล่อง
  • สัญญาการค้าที่เป็นธรรม: ความจำเป็นในการระบุเงื่อนไขป้องกันความเสียหายจากสงครามราคา (Price Protection Clause) ในสัญญาแต่งตั้งตัวแทนจำหน่าย เพื่อไม่ให้ภาระขาดทุนจากการลดราคาและการบริหารสต็อกตกอยู่กับดีลเลอร์เพียงฝ่ายเดียว

แนวทางการฟ้องคดีแบบกลุ่มของสภาองค์กรของผู้บริโภคในกรณีรถยนต์ไฟฟ้า NETA มีขั้นตอนและเงื่อนไขอย่างไร

การดำเนินคดีแบบกลุ่ม (Class Action) ในกรณีรถยนต์ไฟฟ้า NETA โดยสภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) และทีมทนายความเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ได้รับการอนุมัติจากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการดำเนินคดี เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากการถูกลอยแพบริการหลังการขาย ปัญหาคุณภาพรถยนต์ และประเด็นทางทะเบียน โดยมีแนวทาง ขั้นตอน และเงื่อนไขในการดำเนินการทางกฎหมาย ดังต่อไปนี้

1. เงื่อนไขและประเด็นการจัดกลุ่มความเสียหาย

ทีมทนายความและสภาผู้บริโภคกำหนดแนวทางการฟ้องร้องโดยแบ่งกลุ่มผู้เสียหายตามลักษณะทางกายภาพและความเสียหายเชิงพฤติการณ์ เพื่อคัดเลือก “ตัวแทนผู้ฟ้องคดี” ในแต่ละประเภท กลุ่มความเสียหายหลักประกอบด้วย:

  • กลุ่มปัญหาสัญญาและทะเบียน: ผู้ซื้อรถยนต์ที่ไม่ได้รับมอบป้ายทะเบียนขาวตามกำหนดเวลา ส่งผลกระทบต่อสิทธิ์การใช้งานยานพาหนะตามกฎหมาย
  • กลุ่มความบกพร่องของตัวรถและอะไหล่: ผู้บริโภคที่ประสบปัญหารถยนต์ชำรุดบกพร่อง ศูนย์บริการปฏิเสธการเคลมสินค้า หรือไม่มีชิ้นส่วนอะไหล่สำหรับการซ่อมแซม ทำให้ต้องจอดรถทิ้งไว้เป็นเวลานานโดยไม่สามารถใช้งานได้
  • กลุ่มโครงสร้างราคาและการคุ้มครอง: ผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากการลดราคาอย่างรุนแรง (Fire Sale) ซึ่งในบางกรณีมีการจำหน่ายรถยนต์ราคาต่ำโดยตัดสิทธิ์การประกันภัยและวารันตีระบบแบตเตอรี่ รวมถึงผลกระทบต่อมูลค่าการขายต่อ (Resale Value) ที่ลดลงอย่างไม่เป็นธรรม

2. ขั้นตอนการดำเนินคดีแบบกลุ่ม (Class Action Process)

1. รวบรวมข้อร้องเรียนและพิจารณาข้อเสนอ:มิถุนายน – กรกฎาคม.

สภาผู้บริโภครวบรวมรายชื่อผู้เสียหายและข้อร้องเรียนทั้งหมด พร้อมตรวจสอบคำชี้แจงของบริษัท หากพบว่ามาตรการเยียวยาของบริษัทไม่สามารถปฏิบัติได้จริงและไม่ครอบคลุมความเสียหาย คณะอนุกรรมการฯ จะมีมติอนุมัติให้ดำเนินคดีช่วยเหลือ

2.ประชุมร่วมระหว่างทนายความและแกนนำผู้เสียหาย:กรกฎาคม.

จัดประชุมเพื่อกำหนดประเด็นข้อเรียกร้อง คัดเลือกตัวแทนผู้บริโภคที่จะทำหน้าที่เป็นโจทก์ฟ้องคดีในแต่ละกลุ่มความเสียหาย และรวบรวมพยานหลักฐานส่วนบุคคล เช่น สัญญาซื้อขาย เอกสารการส่งซ่อม และหลักฐานความล่าช้าของทะเบียน

3.ยื่นฟ้องคดีแบบกลุ่มต่อศาล:สิงหาคม.

ทีมทนายความผู้รับผิดชอบคดีของสภาผู้บริโภคดำเนินการร่างคำฟ้องและยื่นฟ้องคดีแบบกลุ่มต่อศาลแพ่ง เพื่อเรียกร้องค่าชดเชย ความเสียหาย และการเรียกคืนผลิตภัณฑ์ (Recall) หากพบว่าตัวรถมีโครงสร้างที่เป็นอันตรายหรือไม่ปลอดภัย

4.ศาลนัดไต่สวนและมีคำสั่งรับเป็นคดีกลุ่ม:พฤษภาคม (ปีถัดไป).

ศาลแพ่งนัดหมายผู้เกี่ยวข้องเพื่อไต่สวนคำร้องและฟังคำสั่งว่าจะ “รับฟ้อง” เป็นคดีแบบกลุ่มหรือไม่ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการกำหนดว่าผลของคำพิพากษาจะผูกพันผู้เสียหายทั้งหมดในกลุ่มโดยไม่จำเป็นต้องแยกฟ้องรายบุคคล

3. มาตรการทางเลือกคู่ขนานสำหรับผู้บริโภค

นอกเหนือจากการฟ้องคดีแบบกลุ่มเพื่อเรียกค่าเสียหาย สภาองค์กรของผู้บริโภคยังได้กำหนดแนวทางช่วยเหลือร่วมกับสถาบันการเงิน (ไฟแนนซ์) สำหรับผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนจนไม่สามารถแบกรับภาระการผ่อนชำระต่อไปได้ ดังนี้:

เงื่อนไขการคืนรถโดยไม่ค้างค่างวด: สำหรับผู้บริโภคที่ยังคงผ่อนชำระตามปกติ (ไม่มีหนี้ค้าง) แต่ประสงค์จะบอกเลิกสัญญาเนื่องจากบริษัทไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขการรับประกันหรือบริการหลังการขายได้ สามารถดาวน์โหลดเอกสารแบบฟอร์มบอกเลิกสัญญาจากเว็บไซต์สภาผู้บริโภคเพื่อส่งคืนรถยนต์ให้แก่บริษัทไฟแนนซ์ตามสิทธิ์ขั้นพื้นฐานทางกฎหมาย

รายละเอียดขั้นตอนในชั้นศาลและการรวมตัวเรียกร้องสิทธิ์ของผู้เสียหาย สามารถรับชมเพิ่มเติมได้ที่ รายงานสถานีประชาชน: สภาผู้บริโภคฟ้องคดีกลุ่ม NETA ซึ่งวิดีโอนี้ถ่ายทอดภาพรวมการเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนและการวิเคราะห์ข้อกฎหมายจากทีมทนายความไว้อย่างครบถ้วน


เงื่อนไขการผลิตชดเชยในมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ของกรมสรรพสามิตมีความแตกต่างกันอย่างไรในแง่การควบคุมค่ายรถ

การเปรียบเทียบเงื่อนไขการผลิตชดเชยระหว่างมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ของกรมสรรพสามิต แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ของภาครัฐ จากเดิมที่เน้นการกระตุ้นตลาดและสร้างยอดขายในระยะแรก ไปสู่การควบคุมที่เข้มงวดเพื่อกดดันให้ค่ายรถตั้งฐานการผลิตและการใช้วัตถุดิบในประเทศอย่างแท้จริง โดยมีความแตกต่างในแง่กลไกการควบคุมค่ายรถดังนี้

ตารางเปรียบเทียบกลไกการควบคุมและการผลิตชดเชย

ประเด็นเปรียบเทียบมาตรการ EV 3.0มาตรการ EV 3.5
วัตถุประสงค์หลักเน้นสร้างตลาดและกระตุ้นยอดขายในประเทศเน้นดึงเม็ดเงินลงทุนและสร้างฐานการผลิตหลัก
สัดส่วนการผลิตชดเชย (ต่อการนำเข้า 1 คัน)• ผลิตชดเชย 1 : 1 คัน (ภายในปี 2567)
• ผลิตชดเชย 1 : 1.5 คัน (ภายในปี 2568)
• ผลิตชดเชย 1 : 2 คัน (ภายในปี 2569)
• ผลิตชดเชย∗∗1:3คัน∗∗(ภายในปี2570)
ระดับความเข้มงวดด้านสัดส่วนชิ้นส่วนยืดหยุ่นสูง เน้นการประกอบรถยนต์สำเร็จรูปในประเทศเข้มงวดสูง บังคับใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศ (เริ่มปี 2569) และชิ้นส่วนสำคัญ เช่น มอเตอร์ขับเคลื่อน (เริ่มปี 2571)
กลไกการจ่ายเงินอุดหนุนจ่ายเงินอุดหนุนล่วงหน้าเต็มจำนวนตามยอดจดทะเบียนปรับปรุงเกณฑ์ใหม่: ชะลอการจ่ายเงินอุดหนุนทันทีหากค่ายรถผลิตล่าช้ากว่าแผนที่กำหนด
ทางออกในกรณีที่ผลิตชดเชยไม่ได้ต้องคืนเงินอุดหนุนพร้อมเบี้ยปรับ และถูกสืบทรัพย์บังคับคดีมี “ทางเลือกปิดความเสี่ยง” โดยสามารถจ่ายส่วนต่างภาษีสรรพสามิตคืนพร้อมเบี้ยปรับเพื่อลดสัดส่วนยอดผลิตชดเชยได้

รายละเอียดความแตกต่างในแง่การควบคุมค่ายรถ

1. การเพิ่มบทลงโทษและสัดส่วนตัวคูณการผลิตชดเชย

  • EV 3.0: กำหนดอัตราส่วนการผลิตชดเชยต่ำสุดที่ 1:1 คัน ซึ่งเปิดโอกาสให้ค่ายรถนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) มาทดลองตลาดได้ง่าย
  • EV 3.5: ภาครัฐเพิ่มมาตรการควบคุมโดยขยับตัวคูณขึ้นเป็น 1:2 ถึง 1:3 คัน เพื่อบีบบังคับทางอ้อมให้ค่ายรถต้องเร่งขยายกำลังการผลิตโรงงานในประเทศให้สูงกว่ายอดนำเข้าอย่างมีนัยสำคัญ

2. การควบคุมห่วงโซ่อุปทานขั้นสูง (Local Supply Chain Enforcement)

  • EV 3.0: ยอมผ่อนปรนให้ใช้ชิ้นส่วนนำเข้าในสัดส่วนที่สูง เพื่อให้โรงงานประกอบสามารถเริ่มต้นเดินสายการผลิตได้เร็ว
  • EV 3.5: มีข้อกำหนดเชิงบังคับทางกฎหมายด้านถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ค่ายรถที่เข้าร่วมจะต้องปรับเปลี่ยนมาใช้ เซลล์แบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญ (เช่น Traction Motor) ที่ผลิตหรือประกอบขึ้นในประเทศไทยเท่านั้นตามกรอบเวลาปี 2569 และ 2571 เพื่อป้องกันไม่ให้โรงงานในไทยเป็นเพียงศูนย์พักและประกอบชิ้นส่วนสำเร็จรูป (CKD)

3. การเปลี่ยนกลไกการจ่ายเงินเพื่อลดความเสี่ยงรัฐบาล (Financial Risk Management)

จากบทเรียนกรณีศึกษาค่ายรถที่มีปัญหาสภาพคล่อง คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) และกรมสรรพสามิต ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางการจ่ายเงินในมาตรการควบคุม:

  • จากเดิมที่ค่ายรถจะได้รับเงินอุดหนุนทันทีหลังผู้บริโภคจดทะเบียนรถยนต์ เปลี่ยนมาเป็น “ระบบชะลอการจ่ายเงินอุดหนุน” หากการตรวจสอบบัญชีและการเดินสายการผลิตของโรงงานภายในประเทศล่าช้าหรือต่ำกว่าแผนงานที่บริษัทเคยยื่นไว้กับรัฐบาล เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ค่ายรถจะปิดตัวหรือยุติการดำเนินธุรกิจหลังจากรับเงินอุดหนุนไปแล้ว

4. มาตรการทางเลือกเพื่อควบคุมปัญหาการผลิตล้นตลาด (Oversupply)

  • บอร์ด EV ได้เพิ่มเงื่อนไขเปิดทางให้ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้ทั้งสองมาตรการ สามารถ “ทบทวนสิทธิ์การนำเข้า” ได้ โดยหากค่ายรถประเมินว่าไม่สามารถผลิตชดเชยได้ตามกำหนดเนื่องจากสภาวะตลาดชะลอตัว สามารถเลือกที่จะจ่ายส่วนต่างภาษีสรรพสามิตที่ได้รับการลดหย่อนไปก่อนหน้าคืนให้แก่กรมสรรพสามิต (พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย) เพื่อตัดยอดจดทะเบียนดังกล่าวออกจากระบบคำนวณการผลิตชดเชย แทนการฝ่าฝืนสัญญาจนนำไปสู่การฟ้องร้องทางคดี

หากประเมินมูลค่าความเสียหายเชิงโครงสร้างและตัวเลขทางการเงินจากกรณีศึกษาของ NETA ในประเทศไทย โดยอ้างอิงจากข้อมูลการดำเนินงาน มาตรการภาครัฐ และมูลค่าสินทรัพย์ของผู้บริโภค สามารถจำแนกมูลค่าความเสียหายออกเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้

1. มูลค่าความเสียหายฝั่งภาครัฐ (เงินอุดหนุนและภาษี)

  • ค่าปรับและเงินอุดหนุนที่ถูกเรียกคืน: มากกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่กรมสรรพสามิตได้จ่ายอุดหนุนล่วงหน้าไปแล้วตามมาตรการ EV 3.0 (เฉลี่ยคันละประมาณ 150,000 บาท สำหรับยอดจดทะเบียนสะสมกว่าหมื่นคัน)
  • มูลค่าค้ำประกันธนาคาร (Bank Guarantee): อยู่ในกระบวนการบังคับคดีและสืบทรัพย์สินเพื่อชดเชยความเสียหายจากการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงการผลิตชดเชย

2. มูลค่าความเสียหายฝั่งผู้บริโภค (สินทรัพย์และการรับประกัน)

  • ความเสียหายจากมูลค่าขายต่อ (Resale Value Drop): ประเมินความเสียหายเฉลี่ย 150,000 – 200,000 บาทต่อคัน จากกลยุทธ์สงครามราคาและการลดราคาอย่างรุนแรง (Fire Sale) หากคำนวณจากฐานผู้ใช้เดิม 10,000 คัน มูลค่าสินทรัพย์ของผู้บริโภคที่หายไปในตลาดรถมือสองจะสูงถึง 1,500 – 2,000 ล้านบาท
  • ความเสี่ยงมูลค่าระบบแบตเตอรี่และวารันตี: ในกรณีรถที่ถูกตัดสิทธิ์การรับประกันระบบแบตเตอรี่ ผู้บริโภคต้องแบกรับความเสี่ยงเอง ซึ่งมูลค่าของชุดแบตเตอรี่ EV คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 50% – 70% ของมูลค่าตัวรถ (ประมาณ 180,000 – 250,000 บาทต่อคันหากต้องเปลี่ยนใหม่)

3. มูลค่าความเสียหายฝั่งห่วงโซ่อุปทานและตัวแทนจำหน่าย (Supply Chain & Dealers)

  • ภาระหนี้ค้างจ่ายและสต็อกสินค้า: ดีลเลอร์และตัวแทนจำหน่ายต้องแบกรับภาระขาดทุนสะสมจากการค้างจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างราคาจากบริษัทแม่ รวมถึงมูลค่าสต็อกรถยนต์และอะไหล่สำเร็จรูปที่เสื่อมราคาลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างความเสียหายให้แก่กลุ่มทุนยานยนต์ในไทยรวมกันหลายร้อยล้านบาท

สรุปมูลค่าความเสียหายรวมในระบบเศรษฐกิจขั้นต่ำ: ไม่น้อยกว่า 3,500 – 4,500 ล้านบาท (รวมงบประมาณอุดหนุนจากภาครัฐ และมูลค่าสินทรัพย์ที่ลดลงของผู้บริโภคทั้งหมด) ซึ่งยังไม่รวมมูลค่าความเสียหายทางอ้อมด้านความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าภาพรวม


การเจาะลึกโครงสร้างราคาและมูลค่าความเสียหายเป็นรายคัน (Per-Unit Cost Structure & Financial Loss Analysis) จากกรณีศึกษาของ NETA V และ NETA V-II จะช่วยให้เห็นภาพรวมของเม็ดเงินที่หายไปในระบบทุนนิยมยานยนต์และการอุดหนุนของรัฐได้อย่างชัดเจน โดยสามารถจำแนกตัวเลขทางสถิติคันต่อคันได้ดังนี้

1. โครงสร้างราคาปกติปะทะโครงสร้างราคาวิกฤต (คันต่อคัน)

เมื่อวิเคราะห์โครงสร้างราคาขายปลีก (MSRP) ของรถยนต์รุ่นเริ่มต้น เปรียบเทียบระหว่างช่วงเปิดตัวและการทำสงครามราคาเพื่อระบายสต็อก (Fire Sale) จะพบสัดส่วนตัวเลขที่เปลี่ยนไปดังนี้:

องค์ประกอบราคาคันต่อคันช่วงเปิดตัวปกติ (มาตรการ EV 3.0)ช่วงวิกฤตระบายสต็อก (Fire Sale)ส่วนต่าง / มูลค่าที่สูญหาย
ราคาขายหน้าร้าน (MSRP)549,000 บาท349,000 บาท– 200,000 บาท (ลดลง 36.4%)
เงินอุดหนุนจากรัฐบาล (EV 3.0)150,000 บาท150,000 บาท (ถูกระงับ/เรียกคืนภายหลัง)เป็นข้อพิพาททางกฎหมาย
มูลค่าชุดแบตเตอรี่ (Lithium-ion)250,000 บาท (มีวารันตีกำกับ)250,000 บาท (บางล็อตถูกตัดสิทธิ์วารันตี)ความเสี่ยงตกอยู่กับผู้บริโภค 100%
ราคาประเมินมือสองทันที (Resale)~ 380,000 บาท (ตามค่าเสื่อมปกติ)~ 180,000 – 220,000 บาท– 160,000 ถึง 200,000 บาท

ผลลัพธ์: ผู้บริโภคกลุ่มแรกเผชิญมูลค่าความเสียหายเชิงสินทรัพย์และความเสี่ยงทางอ้อมรวมกันสูงถึง 360,000 – 610,000 บาทต่อคัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าราคาตัวรถในช่วงวิกฤตเสียด้วยซ้ำ

2. สถิติภาระหนี้ผูกพันและการบังคับคดีของภาครัฐ

ในส่วนของโครงสร้างหนี้สินที่เกิดขึ้นระหว่าง บริษัท เนต้า ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด กับ กรมสรรพสามิต สามารถคำนวณสถิติภาระผูกพันรายคันได้ดังนี้:

  • หนี้สินผูกพันเงินอุดหนุนคันต่อคัน: รัฐเรียกคืนเงินสดโอนตรงจำนวน 150,000 บาทต่อคัน
  • ภาษีสรรพสามิตที่ต้องชำระคืนคันต่อคัน: ส่วนต่างภาษีที่ได้รับการลดหย่อนจาก 8% เหลือ 2% (ส่วนต่าง 6%) คิดเป็นมูลค่าประมาณ 20,000 – 30,000 บาทต่อคัน
  • เบี้ยปรับและเงินเพิ่มทางกฎหมาย: อัตราปรับตามกฎหมายสรรพสามิตคิดเป็น 1 ถึง 2 เท่าของมูลค่าภาษีที่ค้างชำระ รวมถึงเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือนของมูลค่าหนี้สินรายคัน

3. ผลกระทบต่ออัตราส่วนทางการเงินของตัวแทนจำหน่าย (Dealer Margin)

  • การสูญเสีย Gross Profit (GP): โดยปกติเดลเลอร์รถยนต์จะมีกำไรขั้นต้นประมาณ 5% – 7% ต่อคัน (ประมาณ 27,000 – 38,000 บาท)
  • ภาระขาดทุนจากสต็อก (Inventory Loss): เมื่อบริษัทแม่ปรับลดราคาขายปลีกลงคันละ 200,000 บาท รถยนต์ที่ค้างอยู่ในสต็อกของดีลเลอร์ที่ไม่ได้รับการชดเชยราคา (Price Protection) จะกลายเป็นสินทรัพย์ติดลบทันที ทำให้ดีลเลอร์ขาดทุนทางบัญชีคันละไม่ต่ำกว่า 150,000 บาท ทันทีที่การประกาศลดราคามีผลบังคับใช้

ที่มาและแหล่งอ้างอิงข้อมูลทางการ

1. แหล่งข้อมูลหลักจากหน่วยงานภาครัฐและองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค
  • 📁 สำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค)
  • ข้อมูลที่ใช้: มติของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการดำเนินคดีในการอนุมัติให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้บริโภค, รายละเอียดการเปิดรับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายรถยนต์ NETA ในกรณีปัญหาศูนย์บริการ อะไหล่ขาดแคลน และโครงสร้างราคา, รวมถึงการแจกแบบฟอร์มทางกฎหมายในการบอกเลิกสัญญาซื้อขายเพื่อคืนรถให้แก่บริษัทไฟแนนซ์
  • ช่องทางอ้างอิง: เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ สภาองค์กรของผู้บริโภค (tcc.or.th) และฝ่ายกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค
  • 📁 กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง
  • ข้อมูลที่ใช้: เงื่อนไข ข้อตกลง และพันธสัญญาในโครงการมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 และ EV 3.5, อัตราเงินอุดหนุนรายคัน (70,000 – 150,000 บาท), ข้อบังคับการผลิตชดเชยตามสัดส่วน (1:1 และ 1:2), รวมถึงขั้นตอนการดำเนินงานทางกฎหมายเพื่อเรียกเก็บภาษีย้อนหลังและยึดหลักประกันธนาคาร (Bank Guarantee) กรณีค่ายรถไม่ปฏิบัติตามสัญญา
  • ช่องทางอ้างอิง: ประกาศและระเบียบกรมสรรพสามิต เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรับสิทธิ์ตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า
  • 📁 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)
  • ข้อมูลที่ใช้: สถิติจนวนข้อร้องเรียนเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า, การตรวจสอบประเด็นความล่าช้าในการส่งมอบป้ายทะเบียนขาว, และข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) มาตรา 47 เรื่องการโฆษณาแฝงหรือโฆษณาอันเป็นเท็จที่บังคับใช้กับกลุ่มอินฟูเอนเซอร์และนักรีวิว
  • ช่องทางอ้างอิง: กองคุ้มครองผู้บริโภคด้านโฆษณา และกองคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญา สคบ.

2. แหล่งข้อมูลข่าวสารเชิงลึกและสื่อมวลชนหลัก

  • 📺 สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (Thai PBS)
  • ข้อมูลที่ใช้: รายงานข่าวเชิงลึกจากรายการ “สถานีประชาชน” และศูนย์วิเคราะห์นโยบายสาธารณะ (Thai PBS Policy Watch) ซึ่งมีการลงพื้นที่สัมภาษณ์แกนนำกลุ่มผู้เสียหาย, ทีมทนายความของสภาผู้บริโภค, และรายงานความคืบหน้าคำสั่งศาลแพ่งในการพิจารณารับฟ้องคดีแบบกลุ่ม (Class Action) รวมถึงการติดตามสถานการณ์ปิดตัวของดีลเลอร์และวิกฤตการเงินของบริษัทแม่ (Hozon Auto) ในประเทศจีน
  • ช่องทางอ้างอิง: รายงานพิเศษ “สภาผู้บริโภคฟ้องคดีกลุ่ม NETA” และบทวิเคราะห์โครงสร้างภาษีสรรพสามิต
  • 3. แหล่งข้อมูลและโมเดลการคำนวณทางสถิติ
  • การวิเคราะห์โครงสร้างราคาคันต่อคัน: อ้างอิงจากตารางราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ (MSRP) ของ NETA ประเทศไทย ช่วงปี 2565–2567 เปรียบเทียบกับราคาประกาศแคมเปญพิเศษในช่วงปี 2567–2568 (Fire Sale) เพื่อคำนวณส่วนต่างทางบัญชีและมูลค่าสินทรัพย์ที่ลดลงในตลาดรถยนต์มือสอง (Resale Value Depreciation Formula)

(หมายเหตุ: ชุดข้อมูลตัวเลขความเสียหายรวมเป็นการประเมินขั้นต่ำทางสถิติ โดยคำนวณจากฐานยอดจดทะเบียนรถยนต์ของกรมการขนส่งทางบก คูณด้วยอัตราเงินอุดหนุนและภาษีสรรพสามิตรายคันตามเกณฑ์ของภาครัฐ)

Tags: BOIEVNETAมาตรการ EV 3.0มาตรการ EV 3.5

Related Posts

Feature

JCB Hydromax: เจาะลึกภารกิจท้าชนและทำลายสถิติไฮโดรเจน 653 กม./ชม.

August 17, 2026
Old System New EU Rules
Feature

EU บังคับใช้กฎระเบียบยานพาหนะหมดอายุ (ELV) ปรับอุตสาหกรรมยานยนต์สู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

August 14, 2026
Geely ขายหุ้น Volvo: สรุปสัดส่วนถือหุ้นล่าสุด สิทธิ์บริหาร และการแชร์เทคโนโลยี EV
Insights

Geely ขายหุ้น Volvo: สรุปสัดส่วนถือหุ้นล่าสุด สิทธิ์บริหาร และการแชร์เทคโนโลยี EV

August 8, 2026
Volvo แถลงการณ์และความคืบหน้าการดำเนินการเกี่ยวกับโมดูลแบตเตอรี่ Volvo EX30 ในประเทศไทย
Feature

Volvo แถลงการณ์และความคืบหน้าการดำเนินการเกี่ยวกับโมดูลแบตเตอรี่ Volvo EX30 ในประเทศไทย พร้อมพาสื่อชมขั้นต้องการทำงาน

July 22, 2026
ทางสามแพร่งของดาวสามแฉก: เจาะลึกวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ “สหรัฐฯ-จีน” บีบ Mercedes-Benz ปรับโครงสร้างทุนครั้งใหญ่ พร้อมเปิดฉากรีเซ็ตฐานผลิตอาเซียน รับมือสงครามราคาปี 2026
Feature

ทางสามแพร่งของดาวสามแฉก: เจาะลึกวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ “สหรัฐฯ-จีน” บีบ Mercedes-Benz ปรับโครงสร้างทุนครั้งใหญ่ พร้อมเปิดฉากรีเซ็ตฐานผลิตอาเซียน รับมือสงครามราคาปี 2026

July 19, 2026
ประวัติศาสตร์กำเนิด NCAP มาตรฐานความปลอดภัยรถยนต์ระดับโลก
Feature

ประวัติศาสตร์กำเนิด NCAP มาตรฐานความปลอดภัยรถยนต์ระดับโลก

July 9, 2026
Leave Comment
  • BMW 530e M Sport 2022 (LCI) รุ่น MinorChange แรงพร้อมแซงในแบบรถหรู ด้วยกำลัง 292 แรงม้า

    1058 shares
    Share 423 Tweet 265
  • ครั้งแรกกับ Mercedes-Benz C220d 2022 AMG Dynamic เรียบหรูสไตล์ Benz แต่เสริมหล่อด้วยความสปอร์ต

    1046 shares
    Share 418 Tweet 262
  • [First Drive] Honda City SV รุ่นรองท็อป ขับดี พลังเกินตัว เพิ่มออปชั่นหน่อยจะดีมาก

    4587 shares
    Share 1834 Tweet 1147
  • NEW MG VS HEV แบ่งออกเป็น รุ่น D และรุ่น X ราคาเริ่มต้น 859,000 – 919,000 บาท

    1038 shares
    Share 415 Tweet 260
  • Toyota C-HR HEV GR Sport 2022 ใหม่ ปรับปรุงการออกแบบทั้งภายนอก และภายในภายใต้แนวคิด GR Sport  

    1037 shares
    Share 415 Tweet 259


What Car? Thailand

What Car? ก่อตั้งในอังกฤษปี 1973 เป็นสื่อยานยนต์ที่ทรงอิทธิพลและได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากผู้ซื้อรถยนต์มากว่า 5 ทศวรรษ โดดเด่นในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านคำแนะนำเพื่อการซื้อรถอย่างคุ้มค่า พร้อมการันตีด้วยรางวัลระดับโลกอย่าง What Car? Car of the Year Awards

 

Follow us

Categories

  • Advice
  • Awards
  • Cars
  • Comparison
  • Feature
  • First Drive
  • Insights
  • New Car
  • News
  • PR
  • Reviews
  • Road Test
  • Road Trips
  • Tip Technic
  • Uncategorized
  • Your Cars

Instagram

  • 🏎️💨 JCB Hydromax ทะลุ 653 กม./ชม.! สร้างสถิติโลกยานยนต์ไฮโดรเจนใหม่บนลานเกลือโบนเนอวิลล์

JCB บริษัทวิศวกรรมยักษ์ใหญ่จากอังกฤษ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาด ด้วยการส่งรถแข่ง JCB Hydromax ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฮโดรเจนเผาไหม้ภายใน ทำลายสถิติความเร็วบนทางบก (Land Speed Record) ด้วยความเร็วเฉลี่ยสูงถึง 406.320 ไมล์/ชม. (653.908 กม./ชม.) ณ ลานเกลือโบนเนอวิลล์ (Bonneville Salt Flats) รัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา 🇺🇸✨

ไฮไลต์สำคัญของ JCB Hydromax:

⚙️ พละกำลังสุดขั้ว: ติดตั้งเครื่องยนต์ไฮโดรเจนขนาด 4.8 ลิตร คู่ ผสานกำลังได้สูงถึง 1,597 แรงม้า (HP) (ต่อยอดมาจากเครื่องยนต์รถขุดเจาะอุตสาหกรรม)

🏎️ นักขับระดับตำนาน: ขับโดย แอนดี กรีน (Andy Green) ผู้ครองสถิติความเร็วบนทางบกสูงสุดตลอดกาล ร่วมสร้างสถิติโลกครั้งที่ 3 ของตนเอง

🛠️ พันธมิตรระดับโลก: ตัวถังยาว 32 ฟุต พัฒนาร่วมกับ Prodrive และ Ricardo พร้อมยางสั่งทำพิเศษจาก Goodyear ที่รองรับความเร็วเกิน 600 กม./ชม.

🌱 มลพิษเป็นศูนย์: พิสูจน์ให้เห็นว่าเครื่องยนต์เผาไหม้ภายใน (ICE) สามารถใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนทดแทนน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำ

การทำลายสถิติครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของ JCB ในการนำพลังงานไฮโดรเจนมาใช้กับเครื่องจักรกลหนัก เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Emission ในอนาคต! 🌍⚡
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมhttps://s.whatcar.co.th/NIYeYc
#JCB #JCBHydromax #HydrogenEngine #LandSpeedRecord
  • Mercedes-EQE 300 https://s.whatcar.co.th/ioeHGu
  • ◤ตู้เซฟเคลื่อนที่หัวใจดีเซล พกความหรูระดับคฤหาสน์และช่วงล่างหนึบสลัดภาพตู้ย้วย
.
◤สลัดภาพจำตู้ขนส่งพาณิชย์เดิมๆ ทิ้งไปเพราะนี่คือ Mercedes-Benz V300d Exclusive นิยามใหม่แห่งรถยนต์ MPV ระดับพรีเมียมไซส์ Extra Long ลืมเครื่องยนต์เบนซินกินน้ำมันไปได้เลย เพราะคันนี้ยัดขุมพลังดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร 237 แรงม้า แรงบิดมหาศาล 500 นิวตันเมตร พกพาช่วงล่างถุงลม AirMatic ที่ให้ฟีลลิงหนึบแน่นสไตล์ยุโรป มอบสมรรถนะการเดินทางไกลระดับบิสซิเนสคลาส พร้อมยกระดับบารมีนายกให้โดดเด่นตระการตาบนท้องถนนเมืองไทย
.
อ่านเพิ่มเติม https://s.whatcar.co.th/r2Q16p
#MercedesBenz #V300d #Exclusive
  • รีวิว Mercedes-Benz EQS 450+ AMG Dynamic https://s.whatcar.co.th/EjPcPH
  • 🚗⚡ เปิดตัว MINI Aceman SE รุ่นพิเศษ 3 คอลเลกชันใหม่ในไทย! จำกัดเพียง 130 คันเท่านั้น
.
มินิ ประเทศไทย เผยโฉมรถยนต์ไฟฟ้าครอสโอเวอร์ **MINI Aceman SE (EV 100%)** รุ่นพิเศษสะท้อนตัวตนคนเมือง ภายใต้แนวคิด *‘Shade of Urban Living’* เปิดตัวพร้อมกัน 3 รุ่นย่อยในจำนวนจำกัด:
.
🔹 Multitone Collection (ราคา 1,799,000 บาท | จำกัด 50 คัน)
สายดีไซน์โดดเด่นด้วยสี *Indigo Sunset Blue* และหลังคา *Multitone Roof* ไล่เฉดสีแบบพ่น wet-on-wet ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำใคร พร้อมเบาะนวด Active Seat
.
🔹 Shadow Collection (ราคา 1,999,000 บาท | จำกัด 50 คัน)
สายเข้มสุดเรียบหรูมาในโทนสีดำล้วน *Midnight Black* พร้อมหลังคา Panorama Roof, ล้อ JCW Slide Spoke 18 นิ้ว และออปชันช่วยเหลือการขับขี่แบบจัดเต็ม
.
🔹 JCW Collection (ราคา 2,099,000 บาท | จำกัด 30 คัน)
สายสปอร์ตเต็มขั้น ตัวถังมีให้เลือก 3 สี (*Legend Grey, Nanuq White, Melting Silver*) พร้อมล้อทูโทน 19 นิ้ว ชุดแต่งสปอร์ต JCW และ Head-up Display
.
--------
.
⚙️ สเปกและสมรรถนะสำคัญ:
• มอเตอร์ไฟฟ้า: 218 HP (แรงม้า) / ขับเคลื่อนล้อหน้า
• อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.:** 7.1 วินาที
• แบตเตอรี่: ความจุ 54.2 kWh
• ระยะทางขับขี่: สูงสุด 405 กม. (มาตรฐาน WLTP)
• การชาร์จ DC (10-80%): ใช้เวลาเพียง 31 นาที (รองรับสูงสุด 95 kW)
.
📅 สัมผัสคันจริงและจับจองได้ที่:
งาน MINI Expo 2026 วันที่ 21–31 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเมกาบางนา หรือโชว์รูม MINI ทั่วประเทศ
อ่านเพิ่มเตืม [ https://s.whatcar.co.th/wxf6gc ]
#MINIAcemanSE #MINIThailand #รถยนต์ไฟฟ้า #MINI
  • Mercedes C-Class ปรับโฉมใหม่แล้ว! 👀
🔥 กำลังสูงสุด 349 แรงม้า
👋 ลาก่อนเครื่องยนต์ดีเซล
✅ มีให้เลือกทั้งแบบซีดานและสเตชั่นแวกอน
🤖 ระบบอินโฟเทนเมนต์ใหม่ขับเคลื่อนด้วย AI
💷 ราคาเริ่มต้นที่ 46,995 ปอนด์ (ประมาณ 2,103,200 บาท)
  • 🏎️ Spyker หวนคืนวงการซูเปอร์คาร์! พร้อมชุบชีวิต C8 Preliator XXV และเดินหน้าโปรเจกต์ SUV ในตำนาน**
.
◤ หากย้อนไปยุครายการ ทไวไลท์โชว์ คนไทยคงจำภาพ Spyker แบรนด์รถสปอร์ตทำมือสุดหรูระดับอัลตร้าลักชัวรีจากเนเธอร์แลนด์ ผ่านการนำเข้าของ ‘คุณตั๋ม - วิชชุดา ลีนุตพงษ์’ ผู้บริหารหญิงเก่งที่สร้างกระแสฮือฮาในวงการด้วยการคัสตอมห้องโดยสารร่วมกับ Louis Vuitton
.
◤ ล่าสุด Spyker พร้อมกลับมาผงาดอีกครั้ง หลังผ่านมรสุมล้มละลาย โดยได้แรงสนับสนุนจากมหาเศรษฐีคริปโตฯ ชาวยูเครน และประเดิมยุคใหม่ด้วย C8 Preliator XXV Coupé
--------
ไฮไลต์สำคัญของ C8 Preliator XXV:
.
◤ พละกำลังจัดเต็ม: เครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ 800 HP (แรงม้า) แรงบิด 1,000 นิวตันเมตร เกียร์ธรรมดา 6 สปีด ทำความเร็วสูงสุดได้กว่า 349 กม./ชม.
.
◤ วิศวกรรมระดับท็อป: ใช้แชสซีส์สเปซเฟรมอะลูมิเนียมที่ประกอบขึ้นในเมืองคอเวนทรี ประเทศอังกฤษ ศูนย์กลางวิศวกรรมยานยนต์ระดับโลก
.
◤ ดีไซน์กลิ่นอายการบิน: ล้อลายใบพัด ไฟท้ายทรงท่อจุดระเบิดเครื่องบินเจ็ท พร้อมฟังก์ชัน
  • แนะนำการเลือกซื้อ Honda Super-One 🚗😆
#Honda #SuperOne #SuperN #WhatCarThailand
  • EU บังคับใช้กฎระเบียบยานพาหนะหมดอายุ (ELV) ปรับอุตสาหกรรมยานยนต์สู่เศรษฐกิจหมุนเวียน คำถามคือประเทศไทยพร้อมแค่ไหน?

อ่านเพิ่มเติมhttps://s.whatcar.co.th/7t5kOA
#ElectricCar #ELVEU #WhatCarThailand

Newsletter

© 2026 What Car? Thailand - Designed by Coinfinity Power.

 
  • About
  • Advertise
  • Terms & Conditions
  • Privacy & Policy
  • Team
  • Contact

Welcome Back!

Login to your account below

Forgotten Password?

Retrieve your password

Please enter your username or email address to reset your password.

Log In

Add New Playlist

No Result
View All Result
  • Home
  • Reviews
    • First Drive
    • Road Test
    • Road Trips
    • Comparison
  • New Car
  • Awards
  • Column
    • Editor’s Talk
    • Insights
    • Your Cars
    • Feature
    • Advice
    • Tip Technic
  • News
    • PR
    • CSR
  • About
  • Contact

© 2026 What Car? Thailand - Designed by Coinfinity Power.

This website uses cookies. By continuing to use this website you are giving consent to cookies being used. Visit our Privacy and Cookie Policy.