เลอม็อง, ฝรั่งเศส — Aston Martin แบรนด์รถสปอร์ตระดับอัลตราลักชัวรีจากอังกฤษ ประกาศส่งไฮเปอร์คาร์สุดล้ำ Aston Martin Valkyrie กลับเข้าสู่สังเวียนความเร็วระดับตำนานอย่าง Circuit de la Sarthe อีกครั้งในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อลงแข่งขันในศึก 2026 24 Hours of Le Mans ครั้งที่ 94 โดยเป็นการหวนคืนสู่สมรภูมิเพื่อท้าชิงตำแหน่งแชมป์โอเวอร์ออลในรุ่นพรีเมียร์ (Hypercar Class) หลังจากที่เคยสร้างประวัติศาสตร์คว้าชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่มาแล้วเมื่อ 67 ปีก่อนกับรถแข่งรุ่นในตำนานอย่าง DBR1 ในปี 1959
ไฮไลต์งานดีไซน์และเทคโนโลยีตัวแข่งใหม่
การกลับมาในครั้งนี้ ตัวรถได้รับการพัฒนาและปรับแต่งโดยทีมโรงงาน The Heart of Racing (THOR) ซึ่งความพิเศษสุดของปี 2026 มีดังนี้
- ลวดลายตัวถังพิเศษ (Special Livery): มาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่สะดุดตาด้วยลายธงฝรั่ง (Union Flag) บริเวณลิ้นหน้า (Front Splitter) เพื่อเป็นเกียรติแก่ประวัติศาสตร์มอเตอร์สปอร์ตของอังกฤษ
- โครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา: ตัวรถได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากเวอร์ชัน Road-legal ไฮเปอร์คาร์ที่วิ่งบนท้องถนนทั่วไป ทำให้ Valkyrie กลายเป็นรถแข่งเพียงรุ่นเดียวในคลาส Hypercar ที่มีสายเลือดมาจากรถถนนอย่างแท้จริง
- การทดสอบความพร้อม: ทีมแข่งระบุว่าตัวรถผ่านการปรับปรุงกระบวนการทำงาน การจัดการ และความเข้าใจในตัวรถมากขึ้นแบบก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ช่วยให้สามารถเค้นสมรรถนะของแพลตฟอร์มนี้ออกมาได้อย่างเต็มที่
รายละเอียดขุมพลังระดับปีศาจ
หัวใจหลักของ Aston Martin Valkyrie พัฒนาขึ้นร่วมกับสำนักพัฒนาเครื่องยนต์ชื่อดังอย่าง Cosworth
- ประเภทเครื่องยนต์: เครื่องยนต์เบนซิน 6.5 ลิตร V12 แบบไร้ระบบอัดอากาศ (Naturally Aspirated)
- รอบเครื่องยนต์สูงสุด: ในเวอร์ชันรถถนนสามารถลากรอบได้สูงถึง 11,000 รอบ/นาที
- พละกำลังสูงสุด: เครื่องยนต์บล็อกนี้สามารถผลิตแรงม้าได้มากกว่า 1,000 แรงม้า แต่สำหรับตัวแข่งลุยศึก Le Mans จะถูกจำกัดพละกำลังไว้ที่ 680 แรงม้า (500 กิโลวัตต์) ตามกฎข้อบังคับ Balance of Performance (BoP) อันเข้มงวดของการแข่งขัน
ไลน์อัปทีมแข่งและนักขับ
ในการแข่งขันปีนี้ Aston Martin THOR Team จะส่งรถแข่งเข้าร่วมชิงชัยทั้งหมด 2 คัน โดยแบ่งไลน์อัปนักขับระดับมือโปรไว้ดังนี้
- รถแข่งหมายเลข #007: เป็นการรวมตัวของ 3 นักขับสัญชาติอังกฤษล้วน ได้แก่ Harry Tincknell (แชมป์ Le Mans รุ่น LMGTE ปี 2020), Tom Gamble ดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งวงการ และ Ross Gunn นักขับมากประสบการณ์จากเวที IMSA
- รถแข่งหมายเลข #009: นำทัพโดย Marco Sørensen นักขับที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของทีมชาวเดนมาร์ก ดีกรีแชมป์โลก WEC GT 3 สมัย ร่วมด้วย Alex Riberas นักขับชาวสเปน และ Roman De Angelis นักขับชาวแคนาดาที่มาร่วมเสริมทัพในศึกครั้งนี้
ตารางสเปกทางเทคนิค (Technical Specifications)
| ข้อมูลทางเทคนิค | รายละเอียด |
| เครื่องยนต์ | 6.5 ลิตร V12 (Naturally Aspirated) พัฒนาโดย Cosworth |
| พละกำลังสูงสุด (เวอร์ชันรถแข่ง) | 680 แรงม้า (500 กิโลวัตต์) ตามกฎข้อบังคับการแข่งขัน |
| โครงสร้างตัวถัง | คาร์บอนไฟเบอร์โมโนค็อก (Carbon-fibre Chassis) |
| ประเภทยาง | ยางสปอร์ตสำหรับแข่งขันความเร็วสูง |
| ทีมผู้ดูแลและพัฒนา | Aston Martin และ The Heart of Racing (THOR) |
| การรับรอง (Homologation) | ผ่านเกณฑ์ลงแข่งได้ทั้ง WEC และ IMSา ซีรีส์พร้อมกัน |
กำหนดการแข่งขันและการถ่ายทอดสด
แฟนความเร็วและสาวกของแบรนด์ปีกนกคาดหวังที่จะได้เห็นการจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ โดยมีกำหนดการสำคัญดังต่อไปนี้
- วันพุธที่ 12 มิถุนายน 2026: เริ่มต้นการซ้อมอย่างเป็นทางการ (Official Practice) เวลา 14:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น (CEST)
- วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2026: การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจะเริ่มต้นสตาร์ตอย่างเป็นทางการในเวลา 16:00 น. โดยได้รับเกียรติจาก Sir Mark Cavendish แบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Aston Martin เป็นผู้โบกธงปล่อยตัวรถแข่ง
- ช่องทางการรับชม: แฟนมอเตอร์สปอร์ตสามารถติดตามชมการถ่ายทอดสดตลอด 24 ชั่วโมงผ่านทางช่องทางออนไลน์ FIA WEC TV รวมไปถึงสถานีโทรทัศน์ที่ได้รับลิขสิทธิ์ในแต่ละประเทศ
