Porsche Cayenne E-Hybrid Driving Experience

ลองกบยักษ์ เสียบปลั๊ก ยกสูง ความสนุกเร้าใจที่ไม่ต่างจากรถสปอร์ต 911

ย้อนเวลากลับไปไม่นาน รถยนต์ไฮบริดถือเป็นคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตาที่สุดในอุสาหกรรมยานยนต์ ด้วยจุดเด่นที่แตกต่างในตอนนั้นคือความประหยัดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกว่าเครื่องยนต์สันดาปทั่วไปที่มีขายมาช้านาน ทำให้ค่ายรถยักษ์ใหญ่ทั้งยุโรป เอเชีย และอเมริกา หันมาพัฒนารถยนต์ไฮบริดของตัวเองกันอย่างถ้วนหน้า

ในช่วงแรกของเทคโนโลยีไฮบริดนั้น ผู้ผลิตจะเน้นไปที่ความประหยัดเป็นหลักด้วยหลักการแบ่งเบาภาระการทำงานของเครื่องยนต์โดยใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้ามาช่วยขับเคลื่อนในระยะเวลาสั้นๆ เช่นการขับคลานที่ความเร็วต่ำ หรือขณะจอดอยู่กับที่ ผลพวงที่ได้จากเทคโนโลยีไฮบริดอีกประการคือปล่อยมลพิษน้อยลงด้วย ดังนั้นรถไฮบริดในยุคแรกกับสมรรนถะอันร้อนแรงจึงเป็นดั่งทางขนานที่ยังไม่มีทางมาเจอกัน

เวลาผ่านไป เทคโนโลยีไฮบริดถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น หนึ่งวิธีการเพิ่มความสามารถในการขับขี่ก็คือการเพิ่มความจุแบตเตอรี่ทำให้สามารถขับได้ระยะทางไกลขึ้น ประกอบกับการพัฒนามอเตอร์ไฟฟ้าให้ผลิตกำลังได้มากขึ้น และการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ ถึงตอนนี้รถไฮบริดก็ไม่เพียงแค่ประหยัดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับสมรรถนะที่ดีขึ้นกว่าเดิมด้วย

Porsche คือหนึ่งในแบรนด์ที่ทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้น พวกเขามุ่งพัฒนารถยนต์ไฮบริดที่มาพร้อมกับสมรรถนะอันสูงส่งไม่ต่างจากรถสปอร์ตเครื่องยนต์สันดาปภายใน ไม่ว่าจะเป็น Panamera E-Hybrid, Panamera E-Hybrid Sport Turismo และล่าสุดกับ Cayenne E-Hybrid แม้ว่ารถยนต์เหล่านี้มีจะความเร็วความแรงและจิตวิญญาณแห่งความสปอร์ตในแบบฉบับของ Porsche แต่ในขณะเดียวกันพวกมันก็ยังมอบความประหยัดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วยเมื่อขับขี่แบบปกติ

เป็นโอกาสอันดีที่ Porsche Thailand โดย เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ได้เชิญชวน WHATCAR? Thailand มาร่วมกิจกรรม Porsche Cayenne E-Hybrid Driving Experience 2018 กับการทดสอบขับขี่เจ้ากบยักษ์ Cayenne E-Hybrid ที่เพิ่งเปิดตัวไปกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ณ สนามปทุมธานี สปีดเวย์ พร้อมกันนี้ยังเป็นวาระครบรอบ 25 ปีของ เอเอเอสฯ ด้วย ข่าวดีคือมีการปรับราคาค่าตัวของ Cayenne E-Hybrid จากตอนแรก 7.5 ล้านบาท ลดลงมาเป็น 6.3 ล้านบาท เรียกได้ว่าใครที่จองไปตอนแรกแอบมีเคือง

การทดสอบในครั้งนี้มีทั้งหมด 3 สถานี ได้แก่ สถานี Handling ทดสอบการบังคับควบคุมรถ ทดสอบการทรงตัวและการตอบสนองพวงมาลัยของรถอย่างรวดเร็ว สัมผัสความรู้สึกขณะขับขี่ในการตั้งค่า Porsche Active Suspension Management (PASM)  สถานี Braking สร้างความมั่นใจและปลอดภัยได้ทุกสถานการณ์ด้วยระบบเบรกมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นระบบเบรกที่ดีที่สุดในโลก และสถานี Slalom ทดสอบความแม่นยำ ความรวดเร็วในการตอบสนองของช่วงล่างจากระบบอัจฉริยะ อาทิ Porsche Dynamic Chassis Control Sport (PDCC Sport) ระบบช่วยเลี้ยวล้อหลัง Rear axle steering และระบบควบคุมตัวถัง Porsche 4D Chassis  Control เป็นต้น โดยเอเอเอสฯ ได้เตรียมผู้เชี่ยวชาญการขับขี่รถยนต์ปอร์เช่ไว้คอยดูแลและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

ขุมพลังลูกผสม กลมกล่อมทั้งสมรรถนะและความประหยัด

ก่อนจะไปขับขี่เรามาดูสเปกเครื่องยนต์ของกบยักษ์คันนี้กันก่อน Cayenne E-Hybrid มาพร้อมกับขุมพลัง E-performance พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใหม่ล่าสุด ภาคเครื่องยนต์สันดาปเป็นเบนซิน V6 ความจุ 3.0 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลัง 340 แรงม้า ทำงานผสมผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 136 แรงม้า เมื่อรวมทั้ง 2 ระบบจะได้พละกำลังสูงสุด 462 แรงม้า ที่ 5,250-6,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร ที่ 1,000-3,750 รอบต่อนาที

อย่างที่บอกว่ารถไฮบริดยุคใหม่ให้สมรรถนะดีกว่าแต่ก่อนมาก บางทีอาจดีกว่ารถเครื่องยนต์สันดาปทั่วไปบางรุ่นแล้วด้วยซ้ำ Cayenne E-Hybrid มาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Tiptronic S และขับเคลื่อน 4 ล้อ All-Wheel Driveสามารถทะยานจาก 0-100 กม./ชม. ได้ใน 5.0 วินาที 0-200 กม./ชม. ใน 19.1 วินาที ความเร็วสูงสุดแตะที่ 250 กม./ชม.

นอกจากจะเร็วและแรงแล้ว ตัวเลขอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยยังน่าประทับใจด้วยที่ 29.4-31.2 กม./ลิตร ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำเพียง 72-78 กรัม/กม. อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ 20.6 kWh ต่อระยะทาง 100 กม.

แบตเตอรี่ของ Cayenne E-Hybrid ได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเพื่อเพิ่มความจุในการเก็บสะสมพลังงาน เมื่อเปรียบเทียบกับ Cayenne รุ่นก่อนหน้าแล้วความจุแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นจาก 10.8 เป็น 14.1 kWh เสริมขีดความสามารถทั้งในแง่ของระยะการเดินทางและพละกำลังสำรองยามที่ต้องการอัตราเร่ง

สามารถชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มความจุภายในระยะเวลา 7.8 ชั่วโมงด้วยไฟฟ้าแรงดัน 230 โวลต์ ผ่านสายต่อขนาดกระแส 10 แอมป์ ในกรณีที่ใช้อุปกรณ์พิเศษ on-board charger 7.2 กิโลวัตต์ ด้วยไฟฟ้าแรงดัน 230 โวลต์ ผ่านสายต่อขนาดกระแส 32 แอมป์ แทนที่ระบบชาร์จมาตรฐานแบบ 3.6 กิโลวัตต์ แบตเตอรี่จะได้รับการชาร์จพลังงานจนเต็มความจุภายในระยะเวลาเพียง 2.3 ชั่วโมงเท่านั้น

เร็ว แรง ตื่นเต้น เร้าใจในทุกสัมผัส

การทกสอบครั้งนี้กำหนดให้ขับ 2 รอบสนาม ในรอบแรกผู้เชี่ยวชาญหรือ Instructor จะสาธิตขับในแต่ละสถานีให้เราดูก่อน แล้วรอบต่อมาจึงเป็นคิวของผู้ทดสอบ เราปรับโหมดขับขี่ไปที่ Sport Plus เพื่อสัมผัสกับสมรรถนะสูงสุดของรถ รถที่เราทดสอบใส่ล้อมาตรฐานขนาด 19 นิ้ว

เริ่มต้นด้วยสถานี Breaking เหยียบคันเร่งให้สุดแล้วเบรกพร้อมหักหลับสิ่งกีดขวาง ทันทีที่กดคันเร่ง Cayenne E-Hybrid พุ่งทะยานออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วพร้อมกับแรงดึงอันมหาศาล ความรู้สึกเหมือนกับกำลังนั่งรถไฟเหาะในจังหวะที่ดิ่งจากยอดสูงสุดของรางสู่พื้นโลกด้วยความเร็วสูง แผ่นหลังของเราแนบชิดกับพนักพิงเบาอย่างแน่นสนิท ความเร็วของรถพุ่งขึ้นไปที่ประมาณ 90 กม./ชม. ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ก่อนที่เราจะกดเบรกจนมิดพร้อมกับหักซ้ายหลบสิ่งกีดขวาง

Cayenne E-Hybrid เอาอยู่ทั้งหมด เบรกหนักๆ ไม่มีอาการล้อล็อก เมื่อหักเลี้ยวฉับพลันในขณะเบรกรถไม่เสียการควบคุมเลยแม่แต่น้อย ไฟเบรกกระพริบฉุกเฉินทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อเบรกกะทันหัน สมแล้วกับชื่อชั้นที่ถูกยกให้เป็นระบบเบรกที่ดีเป็นลำดับต้นๆ ของโลก ในสถานการณ์คับขันสามารถไว้ใจได้ สร้างความมั่นใจให้กับผู้ขับและผู้โดยสารได้เป็นอย่างดี

ต่อมาเป็นสถานี Handling สถานีนี้ต้องใช้ความเร็วสูงขับในเส้นทางที่จำลองมาจากสนามแข่งเซอร์กิต มีกรวยตั้งกำหนดทิศทางการขับและบอกไลน์การเข้าโค้ง เราเริ่มต้นที่จุดสตาร์ทก่อนเจะกดมิดคันเร่งเพื่อดูอัตราเร่งสูงสุด Cayenne E-Hybrid ดึงให้หลังติดเบาะอีกครั้ง ก่อนจะเบรกชะลอความเร็วและหักขวาเข้าโค้งตามไลน์ต่างๆ ที่กรวยตั้งไว้ มีการทดสอบเปลี่ยนเลนที่ความเร็วสูงเพื่อดูการตอบสนองของพวงมาลัยและช่วงล่าง ความเร็วที่ใช้อยู่ราวๆ 90-100 กม./ชม.

Cayenne E-Hybrid มอบความสนุกและความมั่นใจในการเข้าโค้งความเร็วสูงได้ดีมาก แม้จะเป็นรถยกสูงแต่อาการโยนมีน้อย การมีระบบ PASM มาคอยช่วยควบคุมการทรงตัวทำให้ขับได้อย่างมั่นใจ ประกอบกับช่วงล่างที่หนึบแน่น เกาะถนนดีเยี่ยม และพวงมาลัยตอบสนองได้รวดเร็วแม่นยำตามใจสั่ง ที่เราสังเกตได้คือการส่งต่อกำลังของเกียร์ที่รวดเร็วฉับไวเมื่อขับความเร็วสูง ขณะที่จังหวะการเร่งส่งเพื่อออกจากโค้งก็ทำได้ต่อเนื่องนุ่มนวล

สถานีที่ 3 เป็นสถานี Slalom เราต้องขับ Cayenne E-Hybrid วิ่งซิกแซกซ้าย-ขวาผ่านกรวยที่วางไว้เพื่อดูการตอบสนองของช่วงล่างและพวงมาลัย กบยักษ์คันนี้มีการบังคับควบคุมที่เฉียบคมและฉับไว ในโหมด Sport Plus ระยะฟรีของพวงมาลัยจะน้อย ส่งผลให้รถตอบสนองต่อการบังคับเลี้ยวได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ กะระยะได้ง่าย แม้จะเป็นเอสยูวียกสูงที่มีขนาดตัวรถใหญ่โตและมีน้ำหนักมาก แต่การขับซิกแซกก็ยังปราดเปรียวแทบไม่ต่างจากรถสปอร์ตที่เตี้ยและคันเล็กกว่า

ลืมไปเลยว่าเป็นเอสยูวี

Cayenne E-Hybrid ทำให้เราลืมไปเลยว่ามันเป็นรถเอสยูวีคันยักษ์ ด้วยสมรรถนะที่จัดจ้าน การควบคุม ช่วงล่าง ระบบเบรก และระบบพวงมาลัย ที่ให้ความรู้สึกแทบไม่ต่างจากการขับสปอร์ต 911 นี่จึงเป็นสปอร์ตเอสยูวีพลังไฮบริดที่ตรงตามนิยามของคำว่าสปอร์ตจริงๆ ขุมพลังลูกผสม 462 แรงม้านี้มอบทั้งความประหยัดและปล่อยมลพิษต่ำเมื่อขับขี่ปกติทั่วไป เมื่อไรที่ต้องการสมรรถนะขั้นสุดก็พร้อมจัดให้ในทันที Cayenne E-Hybrid จึงเป็นรถที่ใช้งานได้ครอบคลุมในทุกบทบาทอย่างแท้จริง

เนื่องด้วยเรามีเวลาจำกัดจึงไม่ได้สัมผัสความยอดเยี่ยมด้านอื่นๆ ของ Cayenne E-Hybrid มากนัก แต่ยอมรับเลยว่าภายในออกแบบได้พรีเมียมสมราคา กว้างขวาง นั่งสบายทั้งเบาะหน้าและเบาะหลัง ทั้งยังมีเทคโนโลยีเจ๋งๆ มากมาย อาทิ ระบบสาระบันเทิง Porsche Communication Management พร้อมแอพพลิเคชั่น Porsche Connect App เชื่อมต่อสั่งการรถยนต์ได้ด้วยปลายนิ้วสัมผัส

Sport Chrono Package ที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานคือหัวใจสำคัญที่ทำให้ Cayenne E-Hybrid มีสมรรถนะร้อนแรงเกินห้ามใจ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมองหาเอสยูวีที่มีความสปอร์ต ขณะเดียวกันก็ยังต้องการความสะดวกสบาย ประหยัด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เหมาะสำหรับขับขี่ใช้งานทั่วไปหรือเป็นรถครอบครัว เราพูดได้เลยว่า Cayenne E-Hybrid ราคา 6.3 ล้านบาท คือที่สุดแล้วในตอนนี้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

หรือ www.facebook.com/porsche.thailand.AAS/

Gallery

Exit mobile version