เปิดประวัติศาสตร์รถยนต์ไฟฟ้า BMW จากรถนำขบวนนักวิ่งโอลิมปิก สู่รถเอสยูวีไร้มลพิษ ชาร์จ 30 นาที วิ่งได้ 400 กม.

 

           เป็นเวลากว่า 48 ปีที่ BMW ไม่เคยหยุดความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้า เพราะนอกจากจะเป็นการโชว์ความเป็นเลิศด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยียานยนต์แล้ว เหนือสิ่งอื่นใดคือการตระหนักถึงผลกระทบต่อโลกที่เกิดจากรถยนต์เชื้อเพลิงฟอสซิล และความต้องการที่จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนตามแผนการที่เคยประกาศไว้ว่าจะผลิตรถไฟฟ้าให้ได้ 25 รุ่น ก่อนปี 2025

            แต่ก่อนที่เราจะเดินหน้าเข้าสู่ยุคของรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ การรู้จักรากเหง้าของมันก็เป็นสิ่งที่ควรศึกษา นับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน BMW เดินทางมาไกลมากบนเส้นทางของรถยนต์ไฟฟ้า จากแนวคิดสุดสร้างสรรค์ในยุคแรก สู่การพัฒนาออกมาเป็นรถต้นแบบ จนในที่สุดก็สามารถผลิตออกมาขายจริงได้ เรามาย้อนดูกันว่ารถยนต์ไฟฟ้าของ BMW เดินทางมาไกลขนาดไหนแล้ว

1972 BMW 1602e

            จุดเริ่มต้นของรถยนต์ไฟฟ้า BMW เกิดขึ้นในปี 1972 ในฐานะรถนำขบวนนักวิ่งมาราธอนในกีฬาโอลิมปิกที่เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนีบ้านเกิด BMW 1602e สีส้มสดใส 2 คัน ขับนำหน้าขบวนนักกีฬาอย่างสง่าผ่าเผย แนวคิดของรถยนต์รุ่นนี้คือไม่ต้องการให้นักวิ่งมาราธอนเป็นกังวลเกี่ยวกับการสูดเอามลพิษในอากาศเข้าปอด ดังนั้นวิศวกรของ BMW จึงเอารถยนต์ BMW 1602 มาถอดเครื่องยนต์และถังน้ำมันออก แล้วแทนที่ด้วยแบตเตอรี่แบบตะกั่ว-กรด ขนาด 12V จำนวน 12 ลูก วางในห้องเครื่องใต้ฝากระโปรงหน้า ทำให้มันกลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของ BMW

            BMW 1602e วิ่งได้ระยะทาง 60 กม. คิดเป็นระยะทางจากกรุงเทพฯ ถึงพระราชวังบางปะอิน และมีระบบคืนพลังงานจากการเบรก แต่ในสมัยนั้นยังไม่สามารถชาร์จไฟได้เหมือนรถยนต์ไฟฟ้ายุคปัจจุบัน ดังนั้นถ้าแบตเตอรี่ไฟหมดจะต้องยกเปลี่ยนทั้งแผงซึ่งมีน้ำหนักกว่า 300 กิโลกรัม

BMW 1602e

1975 BMW LS Electric

            3 ปีให้หลัง BMW LS Electric ก็ถือกำเนิดขึ้น รถรุ่นนี้ถือเป็นโปรเจกต์ลับของ BMW เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มีระบบทำความร้อนที่กระจกบังลมหน้าและกระจกหลัง มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า DC ที่ผลิตโดย Bosch มีการลดจำนวนแบตเตอรี่แบบตะกั่ว-กรด ลงเหลือ 10 ลูก ทำให้ระยะทางขับขี่ลดลงเหลือ 30 กม. คิดเป็นระยะทางกรุงเทพฯ ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ความเร็วสูงสุดก็ลดลงจากรุ่นก่อนหน้า แต่ชาร์จไฟได้แล้ว โดยชาร์จ 1 ครั้งใช้เวลา 14 ชั่วโมง

BMW LS Electric

1987 BMW 325iX

            ก้าวสู่ปลายยุค 80 รถยนต์ไฟฟ้าของ BMW ถูกพัฒนาขึ้นแบบก้าวกระโดดด้วยการมาถึงของ 325iX นี่คือรถยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้าที่พัฒนาต่อยอดมาจาก 3 Series รหัส 325i ขับเคลื่อนสี่ล้อ รถรุ่นนี้ใช้แบตเตอรี่ใหม่แบบโซเดียม-ซัลเฟอร์ วิ่งได้ไกล 150 กม. คิดเป็นระยะทางกรุงเทพฯ ถึงพัทยา ผลิตออกมาเพียง 8 คันเท่านั้น ในจำนวนนี้ 3 คันเป็นตัวถังทรงเอสเตทหรือ Touring ถูกนำไปใช้งานโดยสำนักงานไปรษณีย์เยอรมนี ส่วนที่เหลืออีก 5 คันเป็นตัวถังคูเป้ 2 ประตู ถูกส่งมอบให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลของเยอรมนีในยุคนั้น

BMW 325iX

1991 BMW E1

            BMW ยังมุ่งหน้าพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าต่อไปจนในที่สุด BMW E1 ก็ถือกำเนิดขึ้น รถรุ่นนี้ต่างจากพวกพี่ๆ ของมันเพราะสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่เป็นการเอารถที่มีขายอยู่มาพัฒนาต่อยอดใส่ระบบไฟฟ้าเข้าไป นี่คือรถซิตี้คาร์ 4 ที่นั่ง ตัวถังสร้างจากวัสดุใหม่ในยุคนั้นและพลาสติกที่รีไซเคิลได้ วิ่งได้ระยะทาง 241 กม. คิดเป็นระยะทางจากกรุงเทพฯ ถึงเขาสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ E1 ถือเป็นบรรพบุรุษของ BMW i3 ที่เราเห็นในทุกวันนี้ แต่ไม่เคยถูกผลิตขายจริง 

BMW E1

1992 BMW 325 Electric

            BMW ผลิตรถทดสอบรุ่นนี้ออกมา 25 คัน ถูกใช้โดยพนักงานของ BMW และเจ้าหน้าที่รัฐบาลเยอรมนี บางคันติดตั้งแบตเตอรี่แบบโซเดียม-นิกเกิล คลอไรด์ บางคันใช้แบตเตอรี่แบบนิกเกิล-แคดเมียม วิ่งได้ระยะทาง 151 กม. คิดเป็นระยะทางจากกรุงเทพฯ ถึงพัทยา และทำความเร็วสูงสุดได้ 135 กม./ชม.

BMW 325 Electric

2010 BMW 1Series ActiveE

            BMW 1Series ActiveE เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมทดสอบรถยนต์ขับเคลื่อนกึ่งอัตโนมัติ ผลิตขึ้นมา 1,000 คันเพื่อเก็บข้อมูลวิจัยโดยให้คนทั่วไปในอเมริกาและยุโรปทดลองขับได้ 2 ปี รถรุ่นนี้วิ่งได้ระยะทาง 151 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง คิดเป็นระยะทางจากกรุงเทพฯ ถึงพัทยา และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 145 กม./ชม.

BMW 1Series ActiveE

2013 BMW i3

            หลังจากพัฒนารถต้นแบบและรถทดสอบออกมามากมายหลายรุ่นตลอดช่วงระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ในที่สุดรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่ถูกผลิตขายจริงก็ถือกำเนิดขึ้น BMW i3 มาในคอนเซปต์รักษ์โลกโดยอุปกรณ์ตกแต่งภายในรถส่วนใหญ่นำมารีไซเคิลได้ รูปลักษณ์ภายนอกโดดเด่นและล้ำสมัยเป็นอย่างมากโดยเฉพาะประตูแบบ barn door เสาหลังคาสีดำ และเส้นสายตัวถังที่สื่อถึงโลกอนาคต

            i3 เวอร์ชั่นปกติวิ่งได้ระยะทาง 183 กม. คิดเป็นระยะทางจากกรุงเทพฯ ถึง จ.ระยอง นอกจากนี้ยังมีเวอร์ชั่น Range Extender เปิดตัวในปี 2017 ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาดเล็กมาช่วยผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนเข้าแบตเตอรี่ ทำให้แบตเตอรี่หมดช้าลง เพิ่มระยะทางขับขี่ได้มากกว่า 330 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง BMW i3 เข้าสู่สายการผลิตตั้งแต่ปี 2013 และยังคงขายต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

BMW i3s Range Extender

2014 BMW i8

            จากความสำเร็จของ i3 โปรเจกต์ต่อมาของ BMW คือการสร้างรถสปอร์ตสมรรถนะสูงที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า BMW i8 คือรถสปอร์ตแห่งอนาคต มาพร้อมดีไซน์สุดล้ำเหมือนยานอวกาศ ประตูแบบปีกนก โครงสร้างตัวถังน้ำหนักเบา และการกระจายน้ำหนักที่สมดุลทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

            i8 ไม่ใช่รถยนต์ไฟฟ้าล้วน 100% เพราะมีเครื่องยนต์สันดาปภายในติดมาด้วย ทำให้สามารถขับขี่ได้ทั้งพลังงานไฟฟ้าและน้ำมันเบนซิน สมรรถนะจัดจ้าน เร่งความเร็วแบบหลังติดเบาะ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลา 4.2 วินาที เมื่อวิ่งโดยใช้ระบบไฟฟ้าอย่างเดียวจะได้ระยะทาง 37 กม. เทียบเท่าการขับรถจากกรุงเทพฯ ไปปทุมธานี แต่ถ้าวิ่งด้วยระบบไฮบริด (ใช้ไฟฟ้าสลับเครื่องยนต์) จะได้ระยะทางมากถึง 600 กม. ขับจากกรุงเทพฯ ไปลำปางได้เลย

BMW i8 Coupe

Coming Soon BMW iX3

            รถเอสยูวีไฟฟ้า 100% คันแรกของ BMW ใช้พื้นฐานจาก BMW X3 มาพัฒนาต่อยอด มาพร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัย แบตเตอรี่แบบใหม่มีความจุมากกว่าเดิม น้ำหนักน้อยลง และใช้พื้นที่น้อยลงกว่าเดิม ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 200 kW (270 แรงม้า) รองรับระบบชาร์จไฟแรงดันสูง 150kW ชาร์จเพียง 30 นาที วิ่งได้ 400 กม. สามารถขับจากกรุงเทพฯ ถึงเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ได้โดยไม่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์แม้แต่มิลลิกรัมเดียว iX3 จะผลิตและจำหน่ายจริงในปีนี้ อีกไม่นานเกินรอเราจะได้เห็นตัวจริงอย่างแน่นอน

BMW Concept iX3

            จากนี้ไปเราจะได้พบกับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ของ BMW กันเรื่อยๆ โดยรถยนต์ไฟฟ้าของ BMW ภายใต้ซีรีส์ i จะเริ่มขยายตัวครอบคลุมทุกกลุ่มเซกเมนต์ พร้อมกับการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ สมรรถนะที่สูงขึ้น ระยะทางขับขี่ที่มากขึ้น ชาร์จไฟเร็วขึ้น ในที่สุดรถยนต์ไฟฟ้าจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และเป็น New Normal ที่ทุกคนต้องการครอบครอง

Exit mobile version