First Drive – Porsche Panamera 4 E-Hybrid Sport Turismo ความสมบูรณ์แบบที่นักขับคู่ควร

          สุดยอดยานยนต์สปอร์ตในตัวถังเอสเตท 4+1 ที่นั่ง มาพร้อมความหรูหรา กว้างขวาง และความสะดวกสบายแบบจัดเต็ม ห้องเก็บสัมภาระมีขนาดใหญ่กว่า Panamera ปกติ มาพร้อมความแรงควบคู่ความประหยัดด้วยเครื่องยนต์ไฮบริดที่ทรงพลังกว่า 462 แรงม้า ราคา 9,500,000 บาท

            หลังจากเผยโฉมครั้งแรกที่งาน Motor Expo 2017 ที่ผ่านมา ทาง AAS Auto Service ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ได้มีการเชิญสื่อมวลชนมาทดลองขับ Panamera 4 E-Hybrid Sport Turismo ในงาน Panamera 4 E-Hybrid Sport Turismo Driving Experience 2018 เพื่อพิสูจน์สมรรถนะอันยอดเยี่ยมตลอดจนเทคโนโลยีอันชาญฉลาดของยนตรกรรมสุดหรูคันนี้

            ภายในงานจะแบ่งเป็นการทดสอบสมรรถนะออกเป็น 3 สถานี ได้แก่ สถานี Handling ทดสอบการบังคับควบคุมรถซึ่งจะทดสอบการทรงตัวและการตอบสนองพวงมาลัยของรถอย่างรวดเร็ว สัมผัสความรู้สึกขณะขับขี่ในการตั้งค่า Porsche Active Suspension Management (PASM) ต่อมาเป็นสถานี Braking สร้างความมั่นใจและปลอดภัยได้ทุกสถานการณ์ด้วยระบบเบรกมาตรฐานจากปอร์เช่ และสุดท้ายเป็นสถานี Slalom ทดสอบความแม่นยำรวดเร็วของช่วงล่างจากระบบอัจฉริยะของปอร์เช่ อาทิ Porsche Dynamic Chassis Control Sport (PDCC Sport) ระบบช่วยเลี้ยวล้อหลัง Rear axle steering หรือระบบควบคุมตัวถัง Porsche 4D Chassis Control เป็นต้น

            เชื่อหรือไม่ว่าเราตื่นเต้นอย่างมากที่ได้รับคำเชิญจาก เอเอเอสฯ ให้มาทดสอบสมรรถนะของ Panamera 4 E-Hybrid Sport Turismo (ชื่อรถยาวนิดนึง) เนื่องจากเป็นโมเดลใหม่ที่ต่อยอดมาจาก Panamera Sedan เจนเนอเรชันที่ 2 เพิ่งเปิดตัวในตลาดโลกและในประเทศไทยได้ไม่นาน อีกทั้งสื่อต่างประเทศล้วนให้คำชมเจ้าชายกบคันนี้กันอย่างล้นหลามว่าครบเครื่องในทุกๆ ด้าน มันจึงทำให้เราอยากรู้อยากลองบ้างว่ารถคันนี้สุดยอดเพียงใด

เป็นทุกสิ่งที่นักขับต้องการ

            รถที่เราได้ทดสอบมาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว รัดด้วยยาง Michelin Pilot Sport 4 หน้า 265/45 ZR 19 หลัง 295/40 ZR 19 เพียงแค่เปิดประตูเข้ามานั่งประจำตำแหน่งคนขับก็สัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์ในวงการมอเตอร์สปอร์ตอันยาวนานของปอร์เช่ (อะไรจะขนาดนั้น) อธิบายง่ายๆ ว่าภายนอกเรามองเห็นเป็นรถหรูที่ต้องเน้นความโอ่อ่า สะดวกสบาย และภูมิฐาน แต่มันไม่เป็นเช่นนั้นสะทีเดียว ความหรูหราที่ว่ามาพร้อมกับดีเอ็นเอความสปอร์ตแบบเต็มสูบ คอนโซล พวงมาลัย แผงหน้าปัด รวมถึงทัศนะวิสัยมุมมองต่างๆ มันคือรถสปอร์ตโดยแท้ ด้วยความรู้สึกโอบกระชับและตำแหน่งท่านั่งที่ต่ำใกล้พื้นถนน ทำให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับตัวรถและรู้สึกถึงความมั่นคงได้เป็นอย่างดี

            เราเริ่มต้นการทดสอบด้วยสถานี Breaking เป็นสถานีแรก การทดสอบนี้จะมีอินสตรัคเตอร์นั่งไปกับเราด้วยเพื่อคอยแนะนำเทคนิคการขับขี่ แค่เริ่มออกตัวความรู้สึกที่พุ่งเข้ามาในหัวคือนี่คือรถไฮบริดแต่ทำไมสุ้มเสียงของมันถึงได้ไพเราะละมุนหูยิ่งนัก เสียงเครื่องยนต์เงียบมากที่ได้ยินคือเสียงจากปลายท่อไอเสียที่ทุ้มนุ่มกำลังดี เรียกว่าหล่อแบบเงียบๆ ก็ว่าได้          

            เราขับรถเข้าประจำจุดสตาร์ทแล้วเหยียบคันเร่งลึกที่สุด ไม่ต้องบอกว่าอัตราเร่งของ Sport Turismo จะรุนแรงขนาดไหนเพราะพละกำลัง 462 แรงม้า กับแรงบิด 700 นิวตันเมตรดึงให้หลังติดเบาะในพริบตา เมื่อถึงจุดเบรกเราเหยียบเบรกเต็มแรงแล้วหักซ้ายและหักขวาตามทางที่กรวยตั้ง การเบรกที่ความเร็วสูงแล้วต้องหักหลบกะทันหันไม่ทำให้รถเสียการควบคุมแต่อย่างใด ขณะเดียวกันไฟกระพริบฉุกเฉินก็จะทำงานโดยอัตโนมัติ

            ต่อมาเป็นสถานี Handling ที่จำลองแทร็กในสนามมาให้ได้ซัดกัน มีทั้งทางตรงยาว โค้งหักศอกซ้ายขวา และโค้งตัวเอส ช่วงนี้เราได้ทดลองเหยียบเต็มที่เพื่อทดสอบระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Porsche Dynamic Chassis Control Sport (PDCC Sport) ระบบควบคุมแรงบิด PTV Plus รวมทั้งระบบควบคุมการทรงตัวด้วยอิเล็กทรอนิกส์ PASM ทุกระบบทำให้การขับเข้าโค้งที่ความเร็วสูงเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ รถมีความหนึบเกาะทุกโค้ง ควบคุมง่าย ทรงตัวดี มีความนิ่งและมั่นคง อาการโยนแทบจะไม่มี ประกอบกับพวงมาลัยมีความรวดเร็ว แม่นและคม ทำให้ควบคุมง่ายในทุกสถานการณ์ โดยรวมแล้วคือเพอร์เฟคทุกอย่างแบบที่นักขับต้องการจริงๆ

            การส่งต่อกำลังของเกียร์มีความลื่นไหลไม่มีกระตุกให้เห็น เมื่อเทียบกันระหว่างโหมด Comfort และ Sport จะเห็นความต่างได้ชัด Comfort ว่าสุดยอดแล้วทั้งการควบคุมและการตอบสนองต่างๆ แต่ Sport เปรียบเสมือนกำลังขับรถแข่งยังไงยังงั้น

            สถานีสุดท้ายเป็นสถานี Slalom เราสัมผัสได้ว่าเจ้า Sport Turismo ตอบสนองต่อการบังคับพวงมาลัยได้รวดเร็วโดยไม่เสียการทรงตัว ควบคุมได้ดั่งใจสั่ง อีกทั้งยังคล่องแคล่วและปราดเปรียว แม้จะเป็นรถที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่และมีน้ำหนักมากก็ยังขับง่าย เกาะถนน ให้ความมั่นใจในการขับขี่ได้ดีมากๆ

ขุมพลังใต้ฝากระโปรง

            หัวใจของความแรงใน Panamera 4 E-Hybrid Sport Turismo คือเครื่องยนต์เบนซิน V6 ความจุ 2.9 ลิตร เทอร์โบ ให้พละกำลัง 330 แรงม้า แรงบิด 450 นิวตันเมตร ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้าพลัง 136 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตัยเมตร เมื่อรวมกันจะได้กำลังทั้งหมด 462 แรงม้า พร้อมแรงบิด 700 นิวตันเมตร ส่งกำลังทั้งหมดผ่านเกียร์อัตโนมัติ PDK 8 สปีด ขับเคลื่อน 4ล้อ All-wheel-drive ตามสเปคแล้วรถคันนี้สามารถเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ใน 4.6 วินาที อัตราบริโภคน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 40 กม./ลิตร ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 5.6 กรัม/กม. สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าอย่างเดียวได้ไกลสุด 51 กม. (ในโหมด E-Power) ใช้เวลาชาร์จไฟจนเต็มความจุ 6 ชั่วโมงด้วยระบบชาร์จปกติ และ 2.4 ชั่วโมงด้วยระบบชาร์จออนบอร์ด 7.2 กิโลวัตต์

            Panamera 4 E-Hybrid Sport Turismo มาพร้อมกับชุดแต่ง Sport Chrono พร้อมระบบควบคุมการออกตัว Launch Control และสวิทช์เลือกรูปแบบการขับขี่ควบคู่กับสวิทช์ Sport Response บนพวงมาลัย สมบูรณ์แบบในสไตล์สปอร์ตด้วยโหมดการขับขี่ที่มีให้เลือกใช้ 4 โหมด ไดแก่ Normal, Sport, Sport Plus และ Individual

            สมรรถนะการขับขี่และการควบคุมที่ยอดเยี่ยมมาจากเทคโนโลยีช่วงล่างที่ทรงประสิทธิภาพด้วยระบบควบคุมการทรงตัวด้วยอิเล็กทรอนิกส์ PASM (Porsche Active Suspenstion Management) ระบบควบคุมเสถียรภาพ PDCC Sport (Porsche Dynamic Chassis Control Sport) ซึ่งทำงานร่วมกับระบบ Porsche Torque Vectering Plus (PTV Plus) และระบบพวงมาลัย electromechanical ตลอดจนระบบช่วงล่างแบบถุงลม Three-chamber technology air suspension ประมวลผลการทำงานของระบบทั้งหมดด้วย Porsche 4D Chassis Control ปรับตั้งการทำงานของทุกฟังก์ชั่นให้ตอบสนองทุกสภาวะการขับขี่ในแบบเรียลไทม์

            ระบบเบรกได้รับการอัพเกรดเพิ่มขนาดจานเบรกขึ้นเป็น 410 มิลลิเมตร (หน้า) และ 380 มิลลิเมตร (หลัง) จับคู่กับคาลิปเปอร์เบรกสีเขียวอมเหลืองที่โดดเด่นสุดๆ สามารถเพิ่มความมั่นใจด้วยออปชันระบบเบรกเซรามิก Porsche Ceramic Composite Brake (PCCB) ที่ได้รับการยอมรับจากสนามแข่งทั่วโลก

ภายในที่ยอดเยี่ยม

                ภายในของ Panamera 4 E-Hybrid Sport Turismo มอบอารมณ์ความสปอร์ตพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยภายใต้แนวคิด Porsche Advanced Cockpit การออกแบบคำนึงถึงผู้ขับขี่ มีความโมเดิร์นผสานกับความหรูหราพรีเมี่ยม โดดเด่นด้วยแผงหน้าปัดดีไซน์วงกลม 5 วง ประกอบด้วยวัดรอบและวัดความเร็วแบบเข็มซึ่งเราชอบมาก มันให้อารมณ์ดิบและสื่อถึงความเป็นสปอร์ตได้เป็นอย่างดี ขนาบข้างด้วนจอแสดงข้อมูลการขับขี่ต่างๆ และมาตรวัดพลังงานไฟฟ้า

            กึ่งกลางแดชบอร์ดเป็นหน้าจอสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว ความละเอียดสูง แสดงผลข้อมูลจากระบบสาระบันเทิง Porsche Communication Management ที่ครบครันด้วยฟังก์ชันความบันเทิง การเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ระบบ Porsche Connect Plus ตลอดจนสถานะการทำงานของระบบต่างๆ ในรถยนต์ กราฟิกสวยงาม สีสันคมชัด ใช้งานง่าย หน้าตาเมนูดูแล้วเข้าใจง่าย ระบบลื่นไหล ตอบสนองต่อการกดได้รวดเร็ว ถัดลงมาเป็นเครื่องปรับอากาศและคอนโซลเกียร์ที่ออกแบบได้เรียบหรู สวยงาม และทันสมัยมากๆ

            ลองเปลี่ยนจากผู้ขับมาเป็นผู้โดยสารดูบ้าง ความรู้สึกแรกที่ได้นั่งเบาะหลังคือนั่งสบายและรู้สึกเหมือนถูกตรึงไว้ในช่อง ด้วยรูปทรงของเบาะที่โอบอุ้มและกระชับความรู้สึกจึงพิเศษกว่ารถทั่วไปแต่ก็ไม่ได้อึดอัดหรือคับแคบ พื้นที่เหนือศีรษะและช่วงขามีเหลือพอประมาณ เราคิดว่าเบาะหลังเหมาะแก่การนั่ง 2 คนมากกว่าเพราะเบาะกลางมีลักษณะที่เล็กมากและไม่มีพื้นที่วางเท้ายังไงก็นั่งไม่สบายแน่นอน ระหว่างกลางของเบาะหลังเป็นคอนโซลแอร์ที่แยกปรับอุณหภูมิซ้ายขวาจากกันพร้อมกับหน้าจอแสดงผลระบบความบันเทิง

            สิ่งหนึ่งที่เป็นหัวใจหลักของ Panamera 4 E-Hybrid Sport Turismo ก็คือห้องเก็บสัมภาระ ในเมื่อเป็นรถทรงเอสเตทแล้วห้องเก็บสัมภาระต้องใหญ่กว่าตัวถังซีดานแน่นอน มาพร้อมขนาดความจุ 425 ลิตร สามารถพับเบาะหลังราบลงกับพื้นได้ในอัตราส่วน 40/20/40 ด้วยการกดสวิตช์ไฟฟ้า โดยปริมาตรความจุจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,295 ลิตร อีกทั้งยังมาพร้อมฝากระโปรงท้ายควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า ให้ทั้งความสปอร์ต หรูหรา สะดวกสบาย ควบคู่กับการใช้งานและความอเนกประสงค์ได้อย่างลงตัว

งดงามหัวจรดท้าย

            แม้รูปลักษณ์ภายนอกโดยรวมจะคล้ายคลึงกับ Panamera ตัวถังซีดานแต่เรามองว่าตัวถังเอสเตทแบบนี้ดูสวยและสมส่วนกว่า รายละเอียดทุกส่วนผสมผสานดีเอ็นเอสปอร์ตของปอร์เช่เข้าไปอย่างลงตัวตั้งแต่ไฟหน้า LED พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ 4 ดวง เส้นสายตัวถังที่โค้งมน สปอยเลอร์หลังคาทรงสปอร์ต ท่อไอเสียทรงกลม จวบจนไฟท้าย LED ที่ออกแบบได้อย่างสวยงามลงตัว

            ภายใต้ความงามของเรือนร่างภายนอก เจ้า Panamera 4 E-Hybrid Sport Turismo ยังมาพร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยคือสปอยเลอร์หลังคาอัตโนมัติ มันจะทำงานในสภาวการณ์ที่แตกต่างกันตามสภาพการขับขี่ เมื่อวิ่งด้วยความเร็วไม่เกิน 170 กม./ชม. มันจะปรับมุมไปยังตำแหน่ง -7 องศา และถ้าขับเร็วเกิน 170 กม./ชม. ขึ้นไป มันจะปรับมุมการทำงานไปที่ +1 องศาโดยอัตโนมัติเพื่อเพิ่มแรงกดด้านท้ายในแนวราบ ช่วยให้รถมีการควบคุมที่ดีขึ้น

 ความปลอดภัยชั้นเลิศ

            ใช่ว่ารถแรงแล้วจะไม่เน้นเรื่องความปลอดภัย Panamera 4 E-Hybrid Sport Turismo พร้อมที่จะมอบความอุ่นใจสูงสุดให้ผู้ขับขี่ด้วยถุงลมนิรภัย 8 ตำแหน่งรอบห้องโดยสาร ผสานกับโครงสร้างตัวถังดูดซับแรงกระแทก นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อีกมากมายเช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ระบบ Night View Assist เพิ่มทัศนะวิสัยการขับขี่ในตอนกลางคืน ระบบ Lane-Change Assist ช่วยลดความความเสี่ยงจากการเฉี่ยวชนในบริเวณจุดอับสายตา และระบบ Lane Keeping Assist ช่วยควบคุมให้รถอยู่ในช่องจราจร

            หลังจากที่เราทดสอบจบ ความรู้สึกที่ได้สัมผัส ประสบการณ์ที่ได้รับ ชวนให้เราตั้งคำถามในใจขึ้นมาทันทีว่าเมื่อไรเราจะมีสิทธิครอบครองสุดยอดสปอร์ตคันนี้ ทุกสิ่งอย่างดีงามไปหมดไม่ว่าจะเป็น การขับขี่ การควบคุม สมรรถนะเครื่องยนต์ ช่วงล่าง เบรก รวมถึงความสนุกสนานและความสะดวกสบายขณะขับขี่ ถ้าขับในสนามทดสอบได้ยอดเยี่ยมแบบนี้ การขับขี่ทั่วไปที่ไม่ต้องใช้สมรรถนะของรถมากมายก็คงไม่มีเรื่องให้ต้องกังวล และการที่เป็นเครื่องยนต์ไฮบริดสิ่งที่จะได้รับเพิ่มมาคือความประหยัด หากคุณคือคนที่หลงใหลในความเร็ว แต่ขณะเดียวก็อยากได้รถที่ตอบโจทย์ด้านการใช้งานในชีวิตประจำวันด้วย Panamera 4 E-Hybrid Sport Turismo คือหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดที่เราขอแนะนำ

ขอขอบคุณ บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส สำหรับกิจกรรมทดสอบใครั้งนี้

NOP15723
Exit mobile version