Aston Martin, Born to be a gentleman

สุภาพบุรุษ ทรงเสน่ห์ และเท่ไม่มีวันเสื่อมคลาย

SUN 3741SUN 3741 

          ‘007’ ตัวเลขมหัศจรรย์ที่ใครก็ตามบนโลกนี้ หากได้เห็นหรือสดับฟังต้องนึกออกเป็นได้อย่างเดียวว่าคือ ‘เจมส์ บอนด์’ สุภาพบุรุษสายลับเมืองผู้ดีชื่อก้อง ที่โลดแล่นอยู่บนจอเงินมานานหลายขวบปี ทั้งนี้รถยนต์คู่บุญอภิมหาซีรีย์เรื่องยาวนี้ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาเลย นั่นเพราะ Aston Martin ก็เสมือนเงาของสุภาพบุรุษในอุดมคติ ที่ทั้งหล่อเท่ มาดขรึม และดูฉลาดในทุกๆ สิ่ง

            จากที่เรากล่าวไปข้างต้นก็เพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกคล้ายกับตัวผู้เขียน ด้วยเหตุที่ว่าเรามีโอกาสได้พูดคุยกับ ‘พี่ต้อม คมกริช นงค์สวัสดิ์’ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เฮอริเทจ มอเตอร์ เซลส์ แอนด์ เซอร์วิสเซส (ไทยแลนด์) เกี่ยวกับทิศทางตลาดโดยรวม ตลอดจนรายละเอียดปลีกย่อยที่คนทั่วไปอาจไม่เคยรับรู้ ซึ่งตอนนี้เราก็พร้อมพาท่านผจญภัยไปบนโลกของรถหรูเมืองผู้ดีแล้ว

SUN 3710SUN 3710

            พี่ต้อมเริ่มคุยเรื่องที่เครียดแต่กลับสบายอย่างการตลาดว่า “ตามปกติแล้วในตลาดรถยนต์ High luxury sport cars จะขายได้เฉลี่ย 300 คันต่อปี เพราะฉะนั้นโอกาสเติบโตจึงไม่ได้ก้าวกระโดดเหมือนตลาดรถทั่วไป ทีนี้สิ่งที่เปลี่ยนแปลงของแอสตัน มาร์ติน ก็คือการที่ปี 2015 มีลูกค้าเดินเข้ามาเลือกซื้อรถของเรามากขึ้น โดยเหตุที่ยอดขายเราเดินหน้าไปเรื่อยๆ ก็เพราะกลุ่มเป้าหมายหลักของเราไม่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย”

            คำถามต่อมาคือคนระดับนั้นเขารับรู้การทำการตลาดอย่างไร? “เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้มีความสนใจเฉพาะทาง ดังนั้นพวกเขาจึงติดตามค่ายรถอยู่ไม่กี่ยี่ห้อ เมื่อเป็นอย่างนั้นเราจึงมอบประสบการณ์อันน่าประทับใจให้กลุ่มคนเหล่านี้ เพราะเมื่อได้รับความรู้สึกอันดีต่อแอสตัน มาร์ตินแล้ว พวกเขาก็จะมีการตัดสินใจเปลี่ยนรถใหม่หรือเปลี่ยนยี่ห้อใหม่”

SUN 3699SUN 3699

            “ทีนี้พอพูดถึงแอสตัน มาร์ตินก็คงนึกได้ว่ารถยี่ห้อนี้มาจากอังกฤษ มาดหล่อมากด้วยเสน่ห์แพรวพราว เอาง่ายๆ ไม่ว่าคุณจะสวมใส่เสื้อยืดสีขาวกางเกงขาสั้นแล้วก้าวลงจากแอสตันฯ มันก็ยังบ่งบอกว่าคุณมีรสนิยมไม่เหมือนใคร เนื่องด้วยภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่สั่งสมมานาน บวกกับการใช้ภาพยนตร์พยัคฆ์ร้าย 007 เป็นตัวแทนของการสื่อความหมายว่าผู้เป็นเจ้าของรถคันนี้มีรสนิยม สุขุม และคือรถที่สุภาพบุรุษตัวจริงใช้งาน โดยหลังจากที่เราทำการเก็บข้อมูลก็พบว่า แอสตัน มาร์ติน เป็นแบรนด์รถที่บ่งบอกคาแรกเตอร์ผู้เป็นเจ้าของได้ชัดเจนมากที่สุด”

            เรื่องถัดมาที่เราถามพี่ต้อมก็คือโปรโมชั่น เพราะหลายคนคงสงสัยว่ารถระดับนี้มีบ้างหรือเปล่า รวมถึงเรื่องโมเดลที่ทำตลาดในประเทศไทย “แอสตัน มาร์ตินไม่มีการทำโปรโมชั่นครับ เนื่องจากกลุ่มลูกค้าระดับนี้ตัดสินใจซื้อจากความชอบส่วนตัวเป็นหลัก ทีนี้แต่ละแบรนด์จะนำเสนอจุดแข็งของตัวเองให้กลุ่มลูกค้าได้เลือกตามที่พวกเขาต้องการ”

SUN 3636SUN 3636

            “ส่วนรถยนต์แอสตันที่เรานำมาจำหน่ายในไทยมีครบทุกรุ่น เริ่มตั้งแต่โมเดล Vantage เครื่องเบนซิน V8 ต่อด้วยรถที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีอย่าง DB9 ที่เห็นจากภาพยนตร์เรื่องดัง ลำดับถัดมาคือ Rapide S ซึ่งเป็นรถสปอร์ต 4 ประตูที่สวยที่สุดในโลก และปิดท้ายด้วย Vanquish อันเป็นโมเดลสูงสุด ขณะเดียวกันเราทำราคาไล่ตั้งแต่ 14 ล้านบาทไปจนถึง 28 ล้านบาท ซึ่งส่วนแบ่งของแต่ละโมเดลที่จำหน่ายได้ถือว่าพอๆ กัน 3 รุ่น ได้แก่ Vantage, DB9 และ Vanquish เป็นหลักครับ”

            ปิดท้ายด้วยประเด็นการบริการว่า ทางแอสตันฯ วางแผนอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง “หลังจากที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดจริงจัง 2 ปี ซึ่งถือว่ายังเป็นผู้เล่นใหม่ในตลาดนี้ แล้วเรายังได้เปรียบตรงที่มีโชว์รูมซึ่งรองรับการบริการซ่อม บำรุงรักษา และทำทุกอย่างได้เหมือนกับศูนย์บริการที่ต่างประเทศ โดยสามารถสั่งอะไหล่ได้ภายใน 24 ชม. และไม่เกิน 1 สัปดาห์ของก็มาถึง นอกจากนี้ไม่กี่เดือนข้างหน้าเราก็เตรียมเปิดโชว์รูมที่ภูเก็ตด้วย เรียกว่าลูกค้าของเราจะได้รับบริการที่ดีเยี่ยมดุจภาพลักษณ์ที่แอสตัน มาร์ตินเป็นเลยทีเดียว”

 

          ค่ายทีซี ซูบารุ ประเทศไทยผู้มีกลุ่มทุนใหญ่จากสิงค์โปรอย่างตันจงกรุ๊ปกุมบังเหียน ได้ปล่อยหมัดเด็ดด้วยโปรดักส์ไลน์ล่าสุด Subaru Forester รถยนต์อเนกประสงค์รุ่นปรับโฉมปี 2016 ที่ทางผู้จำหน่ายกล่าวว่า รถโมเดลล่าสุดได้พัฒนาการขับขี่ ห้องโดยสาร ตลอดจนฟีเจอร์อำนวยความสะดวกแก่การใช้งานสไตล์ครอบครัวยิ่งขึ้น

          ไม่ ต้องเป็นคนที่ช่ำชองในเรื่องเศรษฐกิจหรือรถยนต์ แค่คนทั่วไปก็รู้ว่าตลาดดังกล่าวอยู่ในช่วงขาลง โดยปีที่แล้วยอดขายทั้งประเทศลงไป 40% สืบเนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วม ใหญ่ปี 2554 รวมถึงโครงการรถคันแรก ซึ่งสิ่งเหล่านั้นส่งให้ตลาดรถยนต์ไทยอยู่ในสภาวะถดถอย หลังจากนั้นไม่นานตลาดรถยนต์ก็เริ่มกลับสู่สภาวะปกติ แต่ส่วนของตลาดรถยนต์นั่งยังคงไม่ฟื้นเหมือนเช่นเดิม โดยอาจจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมือง ปีที่แล้วจึงนับว่าไม่ง่ายที่ตลาดรถยนต์โดยรวมจะกลับมาในทิศทางบวกอีกครั้ง

          นับตั้งแต่รถยนต์ Land Rover คันแรก อวดโฉมสู่สายตาสาธารณชนครั้งแรกในปี พ.ศ. 2491 หรือกว่า 67 ปีมาแล้ว ใครก็ตามที่ได้ยลตัวรถก็คงสัมผัสได้ถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นความฉลาดในการรวมเอาความแข็งแกร่งกับความอึดทนทานไว้ด้วยกัน ซึ่งกล่าวได้ว่า ไม่มีที่ใดในโลกที่ Land Rover ไม่สามารถบุกถึงได้

         ‘จุดเปลี่ยน’ คำคำนี้ช่างทรงพลังเหลือหลาย โดยเฉพาะกับค่ายรถยนต์ขนาดยักษ์จากญี่ปุ่นที่มีผู้กุมบังเหียนอย่าง คุณโมะริคาซุ ชกคิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เพราะเขาผู้นี้แหละ คือคนที่มาเปลี่ยนภาพเดิมๆ ที่เคยมี ให้กลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง

          หากว่าเราเอ่ยถึงรถยนต์ที่คงเอกลักษณ์ความสปอร์ต ปราดเปรียว และขับสนุกแถมมั่นใจ ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่ารถยนต์จากเมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น หรือชื่อที่คุ้นหูอย่าง Mazda เต็มไปด้วยทุกสิ่งที่กล่าวมา ซึ่งช่วง 3 ปีหลังจากที่ได้แนะนำเทคโนโลยีที่พลิกโฉมทุกความเชื่อที่เคยมีมาอย่าง ‘Skyactiv’ เข้าสู่ตลาดโลกรวมถึงเมืองไทย ด้วยการส่ง CX-5 รถยนต์ SUV คันแรกเข้ามาให้ผู้บริโภคได้ยลโฉม มันก็ทำยอดขายได้เป็นที่น่าพอใจจวบจนถึงปัจจุบัน แล้วสาเหตุใดล่ะที่ Mazda สามารถกลับมายืนในกลุ่มหัวแถวของการแข่งขันที่ดุเดือดครั้งนี้ได้ เรามาดูปัจจัยที่เกี่ยวข้องกัน