Items filtered by date: April 2017

        Suzuki Swift ใหม่พร้อมวางขายในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ ราคาเริ่มต้นที่ 10,999 ปอนด์ (5.5 แสนบาท)

         โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด  รายงานผลการแข่งขัน รถยนต์ โตโยต้า โคโรลล่า  อัลติส ที่เข้าร่วมคัดเลือก รายการ ADAC Zürich 24h. Nürburgring 2017  ณ ประเทศเยอรมนี  สามารถทำเวลาในรอบคัดเลือกได้เป็นอันดับ 1 รุ่น Super Production 3 ภายใต้การขับของทีมโตโยต้า กาซู เรซซิ่งทีม ไทยแลนด์ นำโดย สุทธิพงศ์ สมิตชาติ, ณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ, มานัต กุละปาลานนท์ และ ณัฐพงษ์ ห่อทองคำ ในรายการ ADAC Zürich 24h. Nürburgring 2017 Qualify Race ณ เมืองนูร์เบอร์กริง ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 22 - 23 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา

         “โคโรลล่า อัลติส” คือรถที่ผลิตจากสายการผลิตในประเทศไทย โดย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ส่งเข้าร่วมการแข่งขันรายการ ADAC Zürich 24h. Nürburgring 2017 ณ ประเทศเยอรมนี  เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ภายใต้ชื่อทีมแข่ง โตโยต้า กาซู เรซซิ่งทีม ไทยแลนด์(Toyota Gazoo Racing Team Thailand) ซึ่งการแข่งขันรอบคัดเลือก หรือรอบ Qualify ในวันที่ 22 - 23 เมษายน ที่ผ่านมา สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศอีกครั้ง ด้วยการขึ้นอันดับ 1 รุ่น Super Production 3 โดยรถหมายเลข 123 ถือเป็นบทพิสูจน์ถึงสมรรถนะและความทนทานของรถ โคโรลล่า อัลติส รถยนต์ที่ผลิตโดยคนไทย รวมถึงแสดงให้เห็นถึงความสามารถของนักแข่งรถจากประเทศไทย ที่ได้สร้างผลงานอันยอดเยี่ยมในรายการแข่งขันระดับโลก นับเป็นทีมแข่งจากประเทศไทยเพียงทีมเดียวที่นำรถซึ่งผลิตโดยคนไทยเข้าร่วมรายการแข่งขันระดับโลกเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน

Car Race2

          เชิญร่วมติดตามเป็นกำลังใจให้กับ โตโยต้า โคโรลล่า อัลติสและทีม โตโยต้า กาซู เรซซิ่งทีม ไทยแลนด์ (Toyota Gazoo Racing Team Thailand) ในการแข่งขันรายการ เวิลด์กรังด์ปรีซ์ 24 ชั่วโมง “ADAC Zürich 24-Hour Race at Nürburgring 2017” ระหว่างวันที่ 27-28 พฤษภาคม 2560 ได้ที่ facebook.com/ToyotaMotorThailand และ facebook.com/ToyotaTeamThailand

        การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ภาวะขาดแคลนน้ำ และทรัพยากรธรรมชาติที่ลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง เหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนของปัญหาสำคัญระยะยาวด้านสิ่งแวดล้อมที่หลายประเทศในเอเชีย แปซิฟิกกำลังเผชิญอยู่ และส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มมองหาผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น

        ในขณะที่ผู้บริโภคเริ่มตระหนักถึงผลกระทบที่ตนเองมีต่อสังคมยิ่งขึ้นเมื่อเลือกซื้อสินค้า สิ่งที่พวกเขามองหาจากแบรนด์ต่างๆ ก็เพิ่มขึ้นไปด้วย สำหรับฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ความต้องการสินค้าที่ผลิตอย่างถูกต้องตามหลักจริยธรรมนั้น สอดคล้องกับความมุ่งมั่นในการผสานความยั่งยืนในทุกแง่มุมธุรกิจของบริษัท

        เมื่อไม่นานมานี้ ฟอร์ดได้ชี้ถึงแนวทางการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน (Sustainability Blues) ในฐานะเทรนด์ผู้บริโภคที่โดดเด่นในเอเชีย แปซิฟิก โดยในรายงานแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคของฟอร์ด (Ford Trend Report 2016) พบว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใหญ่ในประเทศจีนมีแนวโน้มที่จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อ                                      

ความนิยมของเทรนด์ผู้บริโภคที่ใส่ใจในสังคม

        ผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียม ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่เชื่อมต่อกับโซเชียลมีเดียมากที่สุด คือกลุ่มที่มีแนวโน้มที่จะมีความตระหนักทางสังคมมากที่สุด และเลือกที่จะซื้อผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ที่มีความเชื่อเช่นเดียวกัน

        ผลการสำรวจระดับโลกล่าสุดของนีลเส็น (Nielsen) เผยว่า ยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนเติบโตขึ้นมากกว่า 4 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก ในขณะที่แบรนด์ที่ไม่แสดงว่าให้ความสำคัญกับความยั่งยืนเติบโตน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังกล่าวว่า พวกเขายินดีที่จะจ่ายมากกว่าเพื่อแบรนด์ที่มีความยั่งยืน โดยเฉพาะผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียม ซึ่งเกือบ 3 ใน 4 ของกลุ่มนี้กล่าวว่า พวกเขาพร้อมที่จะจ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า เพิ่มขึ้นจากประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์จากเมื่อปีที่แล้ว

        “ผู้บริโภคอายุน้อยใส่ใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับสถานที่และกระบวนการผลิตสินค้า ไม่ว่าจะเป็นผักหรือรถยนต์ก็ตาม” เชอรีล คอนเนลลี่ ผู้จัดการฝ่ายเทรนด์และอนาคตผู้บริโภคระดับโลก ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี กล่าว “พวกเขาตระหนักถึงความรับผิดชอบที่ตนเองมีต่อประเด็นทางสังคม และพร้อมจะจ่ายเพื่อความเชื่อของตน เราจึงต้องตามความต้องการของผู้บริโภคให้ทันเพื่อคงความแข็งแกร่งในการแข่งขันของเราไว้”

ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

        เป็นระยะเวลานานแล้วที่ฟอร์ดได้เข้าสู่กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังคงเดินหน้าต่อไปเพื่อการเป็นบริษัทสีเขียวในทุกกระบวนการดำเนินธุรกิจของเรา

        ในระดับโลก ฟอร์ดได้ลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต 25 เปอร์เซ็นต์ ระหว่างปี 2553 ถึง 2558 นอกจากนี้ บริษัทยังกำลังมองหาวิธีการใหม่ๆ ในการลดการใช้น้ำ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายลดการใช้น้ำดีเป็นศูนย์ในโรงงานผลิตของฟอร์ด

        ในเอเชีย แปซิฟิค ฟอร์ดประสบความสำเร็จในการเดินหน้าลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างล่าสุดได้แก่:

  • ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนน็อคไซด์ต่อการผลิตรถยนต์ 1 คัน ได้เกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2559 เมื่อเทียบกับปี 2558 และลดลงเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ นับตั้งแต่ปี 2553
  • ลดการปริมาณของเสียในการผลิตรถยนต์ต่อคันลงมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ในปี 2559 เมื่อเทียบกับปี 2554 และในปีเดียวกัน มากกว่าครึ่งของโรงงานผลิตของฟอร์ดในภูมิภาคยังลดการปล่อยของเสียลงเป็นศูนย์
  • ใช้น้ำในการผลิตรถยนต์ต่อคันน้อยลง 15 เปอร์เซ็นต์ในปี 2559 เมื่อเทียบกับปี 2558 ซึ่งเทียบเท่ากับอ่างอาบน้ำ 2 อ่าง หรือน้ำดื่มขนาดครึ่งลิตร 1,000 ขวด
  • เริ่มใช้เทคโนโลยีการพ่นสีแบบ 3 Wet ของฟอร์ด โดยพ่นทับกัน 3 ชั้น และอบสีเพียงครั้งเดียว (3-wet paint technology) ที่โรงงานฉางอันฟอร์ดในเมืองฉงชิ่ง ซึ่งช่วยเพิ่มความคงทนของสี ลดการปล่อยสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย และลดการใช้พลังงานลงมากถึงปีละ 10 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งเท่ากับการใช้พลังงานของประชากร 18,600 คนต่อปีในประเทศจีน
  • ในประเทศไทย โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (FTM) และโรงงาน ออโต้ อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (AAT) มีกลยุทธ์การจัดการทรัพยากรน้ำและระบบบำบัดน้ำเสียแบบครบวงจร และในโรงงาน AAT มีการนำระบบจัดการระบายความร้อนภายในอาคารและกระบวนการกกำจัดฟอสเฟตเข้ามาใช้ โดยสามารถช่วยทำให้ประหยัดน้ำได้มากกว่า 9,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี

วิศวกรรมเพื่อยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก

         การมอบทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้นแก่ผู้บริโภคขึ้นคือสิ่งที่ฟอร์ดให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงในรถรุ่นปัจจุบัน ไปจนถึงการลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้า ทางเลือกเชื้อเพลิงต่างๆ และเทคโนโลยีเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

         กลยุทธ์ของฟอร์ดคือการมองหาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้เชื้อเพลิงที่คุ้มค่าซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้คนหลายล้านคนและสร้างความแตกต่างที่แท้จริง ฟอร์ดกำลังพัฒนาและได้นำเสนอเทคโนโลยีเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังแบบใหม่หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์อีโค่บูสต์ และระบบส่งกำลัง 6, 9 และ 10 สปีด รวมไปถึงการลดน้ำหนักของรถ และการพัฒนาการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamic) เพื่อการประหยัดเชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

         นอกจากนี้ ฟอร์ดยังนำวัสดุที่นำมาใช้ใหม่ได้และวัสดุชีวภาพมาใช้ในการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์เพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม โดยยังคงรักษาสมรรถนะ คุณภาพ และความทนทานของรถยนต์ไว้ ในปัจจุบัน ชิ้นส่วนกว่า 300 ชิ้นที่ใช้ในรถยนต์ฟอร์ดนั้น ผลิตมาจากวัสดุชีวภาพ เช่น ถั่วเหลือง ฝ้าย ไม้ ป่าน ปอกระเจา และยางธรรมชาติ และบริษัทยังกำลังวิจัยถึงความเป็นไปได้ในการนำวัสดุอื่นๆ ที่นำมาใช้ใหม่ได้ เช่น ไม้ไผ่ และพืชใบเลี้ยงเดี่ยวสกุล Agave มาใช้ในอนาคต

         “ฟอร์ดมุ่งมั่นพัฒนาหนทางสู่ความยั่งยืนเพื่อรักษาโลกของเราไว้อย่างดีที่สุด” ซินเธีย วิลเลียมส์ ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน สิ่งแวดล้อม และวิศวกรรมความปลอดภัย ฟอร์ด เอเชีย แปซิฟิค กล่าว “เราต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายด้านความยั่งยืนอย่างไม่หวาดหวั่น และกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมในทุกภาคส่วนของธุรกิจ”

         แอสตัน มาร์ติน แบงคอก โดยบริษัท เฮอริเทจ มอเตอร์ เซลส์ แอนด์ เซอร์วิสเซส (ไทยแลนด์) จำกัด ภายใต้บริษัท มาสเตอร์ กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด จัดกิจกรรมเทสไดร์ฟสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Gentlemen Drive 2017” เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าคนพิเศษ พร้อมมอบความประทับใจครั้งใหม่ด้วยประสบการณ์การขับขี่ที่สุดแห่งยนตรกรรมหรู “แอสตัน มาร์ติน” พร้อมเพิ่มทักษะความรู้ด้านการขับขี่ ฟังก์ชั่น และเทคนิคในการใช้งาน เพื่อเสริมสมรรถนะการขับขี่ไฮสปอร์ตลักชัวรี่คาร์อย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางธรรมชาติและบรรยากาศอันสวยงาม ณ สนามบิน แรนโช่ ชาญวีร์ เขาใหญ่ พร้อมดื่มด่ำกับค่ำคืนสุดเอ็กซ์คลูซีฟด้วยการพักค้างคืนที่รีสอร์ทสุดหรูอย่าง ทอสคาน่า วัลเล่ย์ เขาใหญ่

         นอกจากนี้ยังนำ แอสตัน มาร์ติน มาให้ทดสอบความแรงและประสิทธิภาพ ได้แก่ รุ่น  V8 Vantage S พลังแห่งความเคลื่อนไหว สายพันธุ์จากการแข่งขันด้วยเครื่องยนต์ V8 อันทรงพลังตอบสนองดั่งใจสั่ง และรุ่น Vanquish การผสานระหว่างศิลปะ เทคโนโลยี งานฝีมืออันปราณีตและความเร้าใจ สรรสร้างเป็นสัญญลักษณ์แห่งความห้าวหาญ พร้อมทีมผู้ฝึกสอนมากประสบการณ์มาให้คำแนะนำในการทดลองขับอย่างใกล้ชิดในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

Gentlemen Drive 2017 06

        คุณเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้เกียรติเข้าร่วมกิจกรรม PTT  Motorsport Meet & Greet 2017 ซึ่งสายงานธุรกิจหล่อลื่น ปตท. จัดขึ้นเพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์หล่อลื่น ปตท. ที่ยังคงรักษาส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ได้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 อีกทั้งมุ่งผลักดันแบรนด์ PTT Lubricants ให้เป็นแบรนด์แห่งความเชื่อมั่นและเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย พร้อมก้าวไกลเป็นแบรนด์ระดับโลก โดยได้ส่งผลิตภัณฑ์หล่อลื่น ปตท. ออกไปจำหน่ายแล้วกว่า 38 ประเทศทั่วโลก เป็นอีกกำลังสำคัญที่จะผลักดันแบรนด์ ปตท. ตลอดจนแบรนด์ไทยอื่นๆ ให้เป็นแบรนด์แห่งความเชื่อมั่น และก้าวไกลเป็นแบรนด์ระดับโลก และเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย รวมทั้งเพื่อเป็นการขอบคุณที่สนับสนุนแบรนด์ PTT Lubricants ด้วยดีมาโดยตลอด

        คุณบุรณิน รัตนสมบัติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจหล่อลื่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. ได้จัดให้สมาชิกแฟนเพจ PTT Motor Sport ร่วมกิจกรรมสุด exclusive ชมภาพยนตร์ที่แสดงให้เห็นถึงการใช้สมรรถนะของรถยนต์ที่เน้นทั้งความเร็วและความแรง สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์หล่อลื่น ปตท. หรือ PTT Lubricants ที่เน้นการดูแลเครื่องยนต์ให้สามารถทำงานได้เต็มสมรรถนะ พร้อมพบปะกับนักแข่งจาก ปตท.  อาทิ PTT Performa Drift Team นำทีมโดย ธนภณ ทองเจือ (พีท) อรรถพล ประกอบของ (เอ็ม The Star) ณัฐพล เตียวไพบูลย์ (มิค) และ วุฒิธัช ปานกำเหนิด (เก่ง) จากทีม PTT Performa RD-2  พร้อมกับ 2 นักบิด Superbike สุดเท่ จากทีม Kawasaki Thailand Racing Team อย่างฐิติพงศ์ วโรกร (ติ๊งโน้ต)  และ ชัยวิชิต นิสกุล (ซีเค) รวมทั้งยังได้นำภาพยนตร์สั้นเรื่อง ‘Point of Wheel’ จากแคมเปญ “What Is Your Challenge: จิตวิญาณที่ท้าทาย ไม่ได้มีไว้แค่เพื่อตัวเอง” มาให้ชมเพิ่มเติมอีก 1 เรื่องด้วย พร้อมเชิญชวนติดตามภาพยนตร์สั้นเรื่องอื่นๆ ที่จัดทำขึ้นจากเรื่องราวที่ได้รับคัดเลือกจากประสบการณ์ของผู้ที่ได้ส่งเข้ามาร่วมสนุกในแคมเปญช่องทาง www.pttchallenger.com  นอกจากนี้ ยังสามารถติดตามเรื่องราวและความเคลื่อนไหวของนักแข่ง ปตท. ได้ทาง Facebook Fanpage: PTT Motor Sport

         MitsubishiL200 Barbarian SVP เป็นโมเดลแรกที่ของแผนกรถยนต์โปรเจคพิเศษจากค่ายรถแดนอาทิตย์อุทัย

         นายณัฏฐ์ ปฏิภานธาดา (ที่ 5 จากขวา) ผู้จัดการทั่วไปส่วนการตลาดและการวางแผนกลยุทธ์ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ พล.ต.ต. พิสิฐ ตันประเสริฐ (ที่ 4 จากขวา) ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 3 เปิดการอบรม โครงการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจพลขับรถยนต์ภารกิจถวายความปลอดภัย และรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกอบรมทักษะเชิงเทคนิคในการควบคุมรถยนต์ในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มทักษะความรู้ ความสามารถด้านการขับรถยนต์ และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจพลขับรถยนต์ของกองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 3 ในการปฏิบัติหน้าที่ถวายความปลอดภัยและรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ณ ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า กรุงเทพฯ (ถนนรามคำแหง) เมื่อเร็วๆ นี้ 

         บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ก้าวสู่การเป็นผู้ส่งออกรถยนต์อันดับหนึ่งของประเทศ ล้ำหน้าผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกรายอื่นๆ ตลอดช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560

         โรงงานผลิตรถยนต์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ในประเทศไทย เป็นฐานการผลิตระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น โดยมียอดส่งออกในสัดส่วนกว่า 80% ของการผลิตทั้งหมด

         มร. คาร์ลอส กอส์น ประธานบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส จำกัด เยี่ยมชมโรงงานผลิตรถยนต์ของมิตซูบิชิที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ในวันที่ 26 เมษายน 2560 นับเป็นการเยี่ยมชมโรงงานครั้งแรก หลังจากรับตำแหน่งดังกล่าวเมื่อเดือนธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา โดยโรงงานแห่งนี้เป็นฐานการผลิตนอกประเทศญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุดของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ซึ่งดำเนินการผลิตรถยนต์เพื่อส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 150 ประเทศ

         มร. กอส์น กล่าวในโอกาสเยี่ยมชมโรงงานผลิตรถยนต์ที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังว่า “โรงงานแห่งนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น” และยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “ด้วยเครื่องมือการผลิตที่มีคุณภาพสูงระดับโลก ทำให้มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มีกำลังการผลิตรถยนต์ถึง 424,000 คันต่อปี และในฐานะที่เป็นผู้ส่งออกยานยนต์ชั้นนำของประเทศไทย โรงงานดังกล่าวจึงเป็นฐานการผลิตระดับโลกของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส”

         ในปีที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ได้เข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรเรโนลต์-นิสสัน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มยานยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ด้วยยอดขายรวมเกือบ 10 ล้านคันต่อปี  โดยมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทยจะดำเนินการร่วมกันกับพันธมิตรผ่านแนวทางปฎิบัติที่ดีที่สุดในการควบคุมค่าใช้จ่าย การจัดหาชิ้นส่วน และการผลิต  ในส่วนของการเติบโตของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส มาจากการจัดซื้อที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การพัฒนาด้านการขนส่ง การใช้ประโยชน์ในโรงงานและเทคโนโลยีร่วมกัน รวมทั้งการใช้ฐานการผลิตรถยนต์ร่วมกัน ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการลงทุนจำนวนมากของกลุ่มพันธมิตรในด้านการวิจัยและพัฒนา

         มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มีโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทย 4 โรงงาน และมีการจ้างงานพนักงานกว่า 6,000 คน สำหรับปีงบประมาณที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ผลิตรถยนต์ในประเทศไทยจำนวน 356,000 คัน*

         สำหรับตลาดส่งออกที่สำคัญของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้แก่ สหภาพยุโรป คิดเป็นสัดส่วน 28% กลุ่มประเทศอาเซียนและเอเชีย 25% อเมริกา 21% โอเชียเนีย 12% และอื่นๆ 14%*

*รถยนต์ประกอบสำเร็จรูป CBU (Conpletely Build Up)

         บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ชวนสื่อมวลชนหวนคืนสู่วันวานอันแสนหวาน ในงานเลี้ยงขอบคุณสื่อมวลชนสุดเอ็กซ์คลูซีฟภายใต้ชื่อ ZOOM-ZOOM PARTY 2017 เสนอตอน DISCO FEVER จัดเต็มความสนุกสนานด้วยบทเพลง และศิลปินยอดนิยมในยุค 80’ s อย่างวง “The Palace” อย่างใกล้ชิด ในบรรยากาศแสนอบอุ่นเสมือนงานสังสรรค์ของครอบครัว เพื่อแทนคำขอบคุณสำหรับทุกการสนับสนุน ความสัมพันธ์อันดีที่มีให้กันมาตลอดเส้นทางการดำเนินธุรกิจ ภายในงานเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะของคนในวงการยานยนต์

Mazda 7

         นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงความประทับใจที่มีต่อสื่อมวลชนว่า “บนเส้นทางความสำเร็จของมาสด้าที่ผ่านมา นอกจากการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด การนำเสนอกิจกรรมการตลาดต่างๆ มากมาย เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสกับแบรนด์มาสด้าอย่างใกล้ชิด อีกปัจจัยสำคัญมาจากการสนับสนุน แรงผลักดันจากสื่อมวลชน ที่ร่วมกิจกรรมทั้งการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ เผยแพร่ข่าวสารเทคโนโลยีใหม่ๆ ร่วมเดินทางทดสอบขับขี่บนเส้นทางหลากหลาย มีเรื่องราวแห่งความประทับใจ ความผูกผันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา จนกระทั่งรถมาสด้าได้รับความนิยม ลูกค้ารายใหม่ๆ ให้ความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และประสบความสำเร็จอย่างงดงามทั้งในด้านภาพลักษณ์ที่พรีเมียม และยอดขายที่เติบโตจนก้าวขึ้นสู่ลำดับต้นๆ ของผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ในตลาดอาเซียน งานสังสรรค์ที่จัดขึ้นสำหรับสื่อมวลชนในครั้งนี้เพื่อแทนคำขอบคุณจากใจชาวมาสด้า และจะยังคงสานต่อสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นยั่งยืนยาวตลอดไป

Mazda 5

        ภายในงานมีกิจกรรมให้สื่อมวลชนร่วมสนุก อาทิ สอยลูกบอลเพื่อลุ้นรับของพรีเมียมจากแบรนด์มาสด้า เคล้าคลอบรรยากาศด้วยเพลงวันวานจากตู้เพลงโบราณ การแสดงโชว์จากทีมเต้นในธีมย้อนยุค ลุ้นเป็นผู้โชคดีรับของรางวัลมากมาย และปิดท้ายด้วยมินิคอนเสิร์ตสุดพิเศษจากวง “The Palace” สมาชิกผู้เป็นขวัญใจวัยรุ่นยุค 80’ s โดยเป็นการรวมตัวเฉพาะกิจ อาทิ จี๊ด วงรอยัลสไปรท์ส, จี๊ป วสุ วงพลอย, ต้น วงแม็คอินทอช, จืด วงฟอร์เอฟเวอร์, สายชล, พีรสันติ วง ดิ อินโนเซ้นท์ และเต้ย วงอินคา จัดเต็มด้วยบทเพลงชวนให้คิดถึงวันวาน สร้างความสนุกสนานปนความมันให้กับสื่อมวลชนอดีตวัยโจ๋เป็นอย่างมาก จนก่อเกิดช่วงเวลาอันน่าประทับใจมิรู้ลืม

         มร. วิคเตอร์ ออร์บาน (กลาง) นายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐฮังการี เป็นประธานในพิธีเปิดโรงงานผลิตยางอพอลโล ไทร์ส แห่งที่ 6 และเป็นแห่งที่ 2 ในทวีปยุโรปอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา โดยมี มร. อองการ์ เอส คันวาร์  ประธานบริษัท (ขวา) และ มร. นีราช คันวาร์ (ซ้าย) รองประธานและกรรมการผู้จัดการ รวมทั้งคณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูงจากอพอลโล ไทร์ส ร่วมในพิธีเปิดเมื่อเร็วๆ นี้

         สำหรับโรงงานของอพอลโล ไทร์ส แห่งใหม่ อยู่ห่างจากเมืองบูดาเปสต์ เมืองหลวงของประเทศฮังการีไม่ถึง 100 กิโลเมตร ในเขตพื้นที่อุตสาหกรรมใหม่ของเทศบาลท้องถิ่น ถือเป็นโรงงานที่สร้างขึ้นใหม่ (Greenfield) แห่งแรกนอกประเทศอินเดียของบริษัท สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับความสามารถในการผลิต รวมทั้งศักยภาพการผลิตยางระดับโลกของบริษัท ถือเป็นโรงงานที่ทันสมัยด้วยการนำระบบไอทีและหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการผลิต ประกอบกับการจ้างงานคนรุ่นใหม่ในท้องถิ่นที่มีทักษะในการผลิตยาง

         นายอองการ์ เอส คันวาร์ ประธาน บริษัท อพอลโล ไทร์ส จำกัด กล่าวว่า “การสร้างและเปิดโรงงานแห่งใหม่ในประเทศฮังการีวันนี้  นับเป็นอีกก้าวแห่งความสำเร็จบนเส้นทางการเติบโตระดับโลกของยางอพอลโล โรงงานแห่งนี้จะช่วยให้ยางอพอลโลเป็นที่รู้จักและมีส่วนแบ่งทางการตลาดในทวีปยุโรปเพิ่มขึ้น จากการเป็นแบรนด์ยางทางเลือกในยุโรป ไปสู่การเริ่มเป็นผู้ผลิตยางให้กับผู้ผลิตรถยนต์ (OEs) ชั้นนำทั้งหมดในยุโรปในเร็วๆ นี้”

         โรงงานแห่งนี้ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 72 เฮคเตอร์ (ประมาณ 450 ไร่) โดยเริ่มก่อสร้างในเดือนเมษายน 2558 ด้วยเงินลงทุน 475 ล้านยูโร (ประมาณ 17,575 ล้านบาท) โดยในเฟสแรกมีกำลังการผลิตยางรถยนต์นั่ง และยางรถบรรทุกขนาดเล็ก 5.5 ล้านเส้น และยางสำหรับรถบรรทุกและรถโดยสาร 675,000 เส้น ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพโรงงานที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในการผลิตยางสำหรับแบรนด์อพอลโล และเฟรเดอสไตน์ ป้อนตลาดยุโรปของได้เป็นอย่างดี

         นอกจากนี้ ยังถือเป็นการฉลองครบรอบ 40 ปีของอพอลโล ไทร์ส ในการดำเนินธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายยาง โดยเส้นทางการเป็นผู้ผลิตยางชั้นนำของอินเดียนั้น มีจุดเริ่มตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1970 จากการเป็นโรงงานผลิตยางในรัฐเกรละ ประเทศอินเดีย โดยในช่วงแรกดำเนินธุรกิจผลิตยางรถบรรทุกเท่านั้น ก่อนที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดยางรถบรรทุก แล้วจึงขยายไลน์การผลิตไปในตลาดต่างๆ แม้จะเริ่มทำตลาดยางรถยนต์นั่งในช่วงทศวรรษ 2000 แต่อพอลโล ไทร์ส ก็สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตยางรถยนต์นั่งรายใหญ่ที่สุดในอินเดียอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับการที่ก้าวเข้าสู่ตลาดยางเรเดียลสำหรับรถบรรทุกและรถโดยสารในปี 2006 และกลายเป็นผู้ผลิตที่มีกำลังการผลิตยางรถบรรทุกและรถโดยสารสูงที่สุดในอินเดียในปัจจุบัน

         ทั้งนี้ อพอลโล ไทร์ส ได้สร้างประวัติศาสตร์ความเป็นที่หนึ่งไว้มากมาย ทั้งการเป็นผู้ผลิตยางรายใหญ่ของอินเดียรายแรกที่เข้าซื้อกิจการระหว่างประเทศในปี 2006 และปี 2009 ตามลำดับ และยังเป็นบริษัทแรกที่จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในอินเดียในตลาดยุโรป ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวเชิงรุกที่ก้าวหน้าที่สุดในตลาดยานยนต์ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีบทบาทสำคัญในตลาดการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น ด้วยการให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนาและการผลิต พร้อมด้วยการสร้างแบรนด์ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย

         สำหรับบริษัท อพอลโล ไทร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งเมื่อกลางปี พ.ศ. 2556 เพื่อเป็นสำนักงานขายและการตลาดของอพอลโล ไทร์ส ในประเทศไทยและเป็นฐานในการจัดจำหน่ายยางอพอลโลในภูมิภาคอาเซียน ดำเนินธุรกิจในการนำเข้ายางอพอลโลจากฐานการผลิตในประเทศอินเดียและเนเธอร์แลนด์ รวมทั้งมีแผนนำเข้ายางเฟรเดอสไตน์ซึ่งเป็นแบรนด์ยางพรีเมียมสำหรับตลาดรถยนต์หรู จากโรงงานในประเทศฮังการีที่เพิ่งเปิดดำเนินการผลิตไปเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา

        ปัจจุบัน อพอลโล ไทร์ส มีส่วนแบ่งในตลาดยางทดแทน 5% ให้บริการทั้งตลาดยางสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล ยางเรเดียลสำหรับรถบรรทุกและรถโดยสาร และยางเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม โดยตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดในประเทศไทยเป็นสองเท่า  ภายในปี พ.ศ. 2563 โดยการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งในกลุ่มค้าส่งและค้าปลีก รวมถึงแผนกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ต่างๆ ของบริษัทฯ

Page 1 of 10